ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤติที่กระทบต่อเศรษฐกิจมาหลายครั้ง โดยหากย้อนหลังไปแค่ไม่กี่ปีมานี้ เผชิญกับสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ในปี 2563 – 2564 หลังจากนั้นในเดือน ก.พ.ปี 2565 ประเทศไทยเริ่มเผชิญผลกระทบจากวิกฤติสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งเป็นวิกฤติสงครามที่ส่งผลต่อภาคพลังงาน ซึ่งมีความใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นกับวิกฤติพลังงานที่มาจากสงครามในตะวันออกกลาง
กว่าที่เหตุการณ์วิกฤติในครั้งนั้นจะคลี่คลายลงใช้เวลากว่า 1 ปี ในช่วงนั้นตรงกับสมัยของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็น รมว.คลัง
แม้ว่าในครั้งนั้นการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในส่วนของราคาอ้างอิงสิงคโปร์จะไม่ได้สูงเท่าในระดับปัจจุบัน ซึ่งตามข้อมูลที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ชาติ (สศช.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.ระบุว่าราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นราคาที่ประเทศไทยอ้างอิงปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ในช่วงที่เกิดวิกฤติยูเครน-รัสเซียนั้นราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ในช่วงวิกฤติยูเครน-รัสเซีย ที่ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมาก รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการใช้มาตรการผสมผสานทั้งการดูแลราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และลดภาระค่าไฟให้กับประชาชน โดยทยอยปรับค่าไฟฟ้าแตะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) แบกรับหนี้จากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าไปก่อน รวมทั้ง 3 มาตรการทำให้ภาครัฐมีภาระหนี้เพิ่มและเสียรายได้รวมกันกว่า 438,671 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดมาตรการแต่ละส่วน ดังนี้
1.การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กระทรวงการคลังได้ดำเนินมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ผ่านการ ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันหลายประเภทและหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เนื่องจากถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นต้นทุนพลังงานในภาคการผลิตสินค้า ไฟฟ้าและภาคการขนส่งในทุกอุตสาหกรรม
กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและ บรรเทาผลกระทบ โดยการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบ โดยออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตรา ภาษีสรรพสามิตรวม 7 ฉบับ ทำให้สูญเสียรายได้รวม 1.56 แสนล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าการลดอัตราภาษี สรรพสามิตน้ำมันดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน (อ้างอิงจากปริมาณการชำระภาษีในกลุ่มน้ำมันดีเซลของปีงบประมาณ พ.ศ.2565 อยู่ที่ 24,565 ล้านลิตรต่อปี)
2.การใช้กองทุนน้ำมันฯเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงปี 2565 จากวิกฤติยูเครน-รัสเซีย มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก รัฐบาลใช้กลไกน้ำมันเป็นส่วนสำคัญของกองทุนฯเพื่ออุดหนุนราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30-35 บาทต่อลิตร ซึ่งในการใช้กองทุนน้ำมันฯในช่วงเวลานั้นมีการออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและพยุงราคาน้ำมันจากความผันผวนของสถานการณ์พลังงาน
โดยเมื่อสิ้นสุดวิกฤติในครั้งนั้นกองทุนน้ำมันฯ ติดลบสูงสุดที่ 132,671 ล้านบาท ก่อนที่สถานะกองทุนฯจะเริ่มติดลบลดลงจนมีสถานะเป็นบวกหลังจากสงครามลดความตรึงเครียดและราคาน้ำมันลดลง
และ 3.มาตรการดูแลค่าไฟฟ้า จากสถานการณ์ค่าก๊าซที่สูงขึ้นในช่วงสงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ตลอดปี 2565 ค่า Ft ปรับขึ้นตั้งแต่งวดแรก (ม.ค.-เม.ย. 65) ต่อเนื่องจนถึงงวดสุดท้ายของปี (ก.ย.-ธ.ค. 65) ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยมาแตะที่ 4.72 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟที่ปรับขึ้นในช่วงนั้น ยังไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มขึ้นเต็มเพดาน แต่รัฐบาลขอให้ กฟผ.แบกรับภาระหนี้ต้นทุนไฟฟ้า ไว้รวมเป็นวงเงินรวมถึง 1.5 แสนล้านบาท โดยหนี้จำนวนนี้ยังคงเหลืออยู่มาถึงปัจจุบันประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ที่จะต้องมีการทยอยคืนในค่าไฟงวดต่อๆไป
สำหรับค่าไฟงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.ปีนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีแนวโน้มจะปรับขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าจริงสูงกว่า 4 บาทต่อหน่วย แต่ กกพ.ได้มีการเสนอทางเลือกให้กับรัฐบาลในการดึงเงินที่ยังไม่ได้มีการลงทุนจริงของ 3 การไฟฟ้า (Claw Back) วงเงินรวม 9.4 พันล้านบาทมาช่วยลดภาระให้กับประชาชน
บทเรียนจากวิกฤติยูเครน-รัสเซียที่ส่งผลต่อราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า รัฐบาลต้องใช้กลไกที่หลากหลายเขามาดูแลราคาถึงจะสามารถประคองสถานการณ์ให้ผ่านพ้นปได้ ที่สำคัญต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน และความร่วมมือจากทุกๆฝ่ายให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้





