แรงกระแทกราคาพลังงานรอบใหม่เริ่มส่งผ่านถึงภาคเศรษฐกิจจริง โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกโรงเตือนผลกระทบเชิงลูกโซ่ จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล “พรวดเดียว” 6 บาทต่อลิตร สู่ระดับ 38.94 บาทต่อลิตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเดียว และเพิ่มขึ้นรวมกว่า 25% ภายในสัปดาห์เดียว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาดังกล่าวเป็นผลจากมติ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่ลดการอุดหนุนราคาพลังงาน และเปลี่ยนแนวนโยบายสู่การช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” (Targeted Subsidy) เพื่อลดภาระกองทุนที่ติดลบกว่า 28,000 ล้านบาท โดยปรับราคาน้ำมันทุกชนิด
ปรับโครงสร้างราคาสะท้อนต้นทุน สกัดลักลอบข้ามแดน
การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ยังมีเป้าหมายให้ราคาน้ำมันไทยสอดคล้องกับภูมิภาค หลังที่ผ่านมา “ดีเซลไทย” ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะมาเลเซีย ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจลักลอบขนส่งน้ำมันข้ามพรมแดน
ทั้งนี้ ส.อ.ท.มองว่า การขยับราคาจะช่วยลดแรงจูงใจดังกล่าว แต่แลกกับต้นทุนเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้นทุนขนส่งพุ่ง 25% ดันราคาสินค้าขึ้นทั้งระบบ
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรม ประเมินว่า การปรับขึ้นดีเซลในระดับนี้ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของระบบเศรษฐกิจ โดยต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 20-25% จากเดิมที่เคยประเมินไว้เพียง 15-20%
ผลกระทบจะลุกลามไปยังต้นทุนวัตถุดิบและราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น 8-10% โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน หลังสต๊อกสินค้าเดิมทยอยหมดลง และผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนใหม่เต็มรูปแบบ
ในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแล เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการจนเกินไป
ค่าไฟจ่อซ้ำเติมอุตฯ หนัก เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง
นอกจากน้ำมันแล้ว ต้นทุนพลังงานยังมีแรงกดดันจากค่าไฟฟ้า โดยคาดว่า ค่า Ft งวด พ.ค.–ส.ค. อาจปรับสูงเกิน 4 บาทต่อหน่วย
อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ และเคมีภัณฑ์ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง
เงินเฟ้อเร่งตัว 5-6% เศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำ
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ประเมินว่า หากราคาดีเซลอยู่ระดับ 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 5-6%
ขณะที่การเติบโตเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงชะลอตัว โดย GDP อาจขยายตัวไม่เกิน 1% หากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่มีมาตรการพยุงเพิ่มเติม
ด้าน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ "สศช." ระบุว่า ทุกการปรับขึ้นราคาดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลงราว 0.02% สะท้อนความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อพลังงาน
นายเกรียงไกร เสนอว่า ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลงทุนพลังงานสะอาด และนำเทคโนโลยี AI มาบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ
พร้อมตั้งเป้าลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 20% ควบคู่กับการพัฒนาโลจิสติกส์ เช่น การรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) และระบบ Backhauling เพื่อลดเที่ยวรถเปล่า ลดต้นทุนและการใช้น้ำมัน
จี้รัฐอัด Soft Loan-ดันประหยัดพลังงานวาระแห่งชาติ
ภาคอุตสาหกรรมยังเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับ SMEs เพื่อบรรเทาผลกระทบต้นทุนที่พุ่งขึ้น
ขณะเดียวกันควรผลักดันการประหยัดพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ และส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส.อ.ท. ชี้ว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อประคองเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพต้นทุน และเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาว





