จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ในวันพรุ่งนี้ (26 มี.ค.2569) จะปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร
การปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 198.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 พุ่งสูงถึง 242.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันที่ 23 มี.ค.2569
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศวิสัยทัศน์ชัด “กล้าชนโครงสร้างเดิม” เดินหน้าปฏิรูปพลังงานทั้งระบบ โดยย้ำว่าปัญหาสะสมของประเทศไม่ใช่ขาดเครื่องมือ แต่ขาด “ความกล้า” และ “เจตจำนงทางการเมือง” ที่แน่วแน่
นายเอกนัฏ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" วันนี้ (26 มี.ค.2569) ว่า ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานในยุคใหม่ ต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในระบบ พร้อมย้ำว่าการทำงานจะยึดข้อมูลจากประชาชนเป็นตัวตั้ง มากกว่ารายงานจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว
รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน สางบทบาทกองทุนน้ำมัน
ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นสำคัญคือ การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบ กลายเป็นกลไกถาวรที่บิดเบือนราคา
ดังนั้น ในบทบาทของกองทุนฯ เงินที่นำไปอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วช่วยประชาชน หรือกลับกลายเป็นการชดเชยต้นทุน และกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเพื่อให้สังคมตรวจสอบได้
ควบคู่กันนั้น จะต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต๊อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องมีความโปร่งใส และสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน
เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ สกัดกักตุน-ลักลอบส่งออก
สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งน้ำมันขาดแคลน และราคาผันผวน นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องเร่งตรวจสอบการไหลของน้ำมันทั้งระบบ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกข้อมูลจากคลังน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมัน เพื่อดูเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
"ปัจจุบันมีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในระบบ โดยข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่ามีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน"
สำหรับแนวทางแก้ไขคือ การสร้างระบบติดตามแบบเรียลไทม์ ทั้ง Dashboard กลาง และการติดตั้ง GPS ในรถขนน้ำมัน เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันถูกส่งถึงปลายทางจริง ลดช่องโหว่การรั่วไหลออกนอกระบบ
อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงโครงสร้างคือ การจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ หากรัฐมีน้ำมันสำรองในมือ จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันทีในช่วงวิกฤติ ช่วยควบคุมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการใช้งบจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนเอกชนเหมือนในปัจจุบัน
ดันไฟฟ้าเสรี ปลดล็อกแข่งขัน-หนุนโซลาร์ประชาชน
นอกจากนี้ ในระยะยาว นายเอกนัฏ เสนอการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า ด้วย ผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น
แนวทางสำคัญคือ การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟ และกระจายอำนาจการผลิตพลังงานออกจากศูนย์กลาง
ย้ำ “กล้าชน” ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
"แนวทางการทำงานจะยึดหลักไม่เกรงใจอำนาจใด และพร้อมเผชิญแรงต้านจากทุกฝ่าย หากเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนปัญหาพลังงานไทยแก้ได้ ถ้ามีความกล้า และตั้งใจจริง"
จากประสบการณ์การลงพื้นที่ ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลจากประชาชนสะท้อนความจริงมากกว่ารายงานราชการในหลายกรณี พร้อมยืนยันว่าหากได้รับตำแหน่ง จะเดินหน้าปฏิรูปพลังงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่รับใบสั่งจากกลุ่มผลประโยชน์ใด ซึ่งหากตนมารับตำแหน่ง รมว.พลังงานจริง การเข้ามาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบริหาร แต่คือ การรื้อระบบที่ฝังรากมานาน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคไทยทั้งประเทศ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





