สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG อย่างหนัก โดยทำให้ตัดสินใจหยุดการเดินโรงงานโอเลฟินส์ บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว หลังมีการช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบสำคัญในการผลิต
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของ SCG ทำให้เกิดข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตในโรงงานโอเลฟินส์
วัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ นาฟทา (Naphtha) และ โพรเพน (Propane) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับกระบวนการผลิตโอเลฟินส์ โดยสงครามทำให้วัตถุดิบบางส่วนยังไม่สามารถขนส่งมายังประเทศปลายทางได้ตามแผนที่กำหนด
ดังนั้น เพื่อรับมือเหตุสุดวิสัยดังกล่าวจึงต้องหยุดการเดินโรงงานของ ROC ชั่วคราว และบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด ได้ประกาศ "เหตุสุดวิสัย" (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้อง
สำหรับจุดเด่นของ ROC เป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้เทคโนโลยี Automation และ Digitalization ในการดำเนินงานจึงบริหารจัดการต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง และประเมินว่าจะมีผลต่อต้นทุน 150 ล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่ฐานการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์อีกแห่งของ SCG คือ บริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด (MOC) ยังคงเดินหน้าการผลิตตามปกติ โดยนำวัตถุดิบจาก ROC มาผลิตที่ MOC
ปิดฮอร์มุซเป็นความท้าทายรุนแรงสุดรอบหลายปี
ล่าสุดนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ยอมรับกับผู้ถือหุ้น ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 วันที่ 25 มี.ค.2569 ว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังกดดันธุรกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มเคมิคอลพึ่งการนำเข้าฟีดสต็อกจากตะวันออกกลางสัดส่วนสูง
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการปิดฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในความท้าทายรุนแรงสุดรอบหลายปี เนื่องจากบริษัทต้องนำเข้าวัตถุดิบผ่านเส้นทางดังกล่าวถึง 50-60% เมื่อซัพพลายสะดุดจึงส่งผลให้โรงงาน ROC จำเป็นต้องประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) และหยุดเดินเครื่องบางส่วนตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค.2569 เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีจำกัด
สถานการณ์ดังกล่าวยังซ้ำเติมด้วยข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ เมื่อมีเรือขนส่งวัตถุดิบของบริษัทจำนวน 2 ลำติดค้างอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้กำลังการผลิตในระยะสั้นถูกกดดันอย่างมีนัยสำคัญ
เร่งแผนจัดหาแหล่งวัตถุดิบ Non-Hormuz
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งแก้เกมเชิงรุก ด้วยการจัดหาฟีดสต็อกจากแหล่งใหม่ที่ไม่ผ่านฮอร์มุซ (Non-Hormuz) ซึ่งขณะนี้สามารถจัดหาได้แล้ว 3 คาร์โก และยังคงเดินหน้าเจรจาเพิ่มเติมต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการประสานงานทางการทูต เพื่อผลักดันให้เรือที่ติดค้างสามารถออกจากพื้นที่ได้ ซึ่งหากทำได้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตกลับมาได้ทันที
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังยืดเยื้อ SCG ได้ยกระดับการบริหารความเสี่ยง โดยวางฉากทัศน์ (Scenario Planning) ครอบคลุมตั้งแต่กรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ไปจนถึงกรณีเลวร้ายที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจและสภาพคล่องทางการเงินให้สามารถรองรับแรงกระแทกได้ในทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการปรับกลยุทธ์ซัพพลายเชนใหม่ทั้งระบบ
ดันแนวทางบริหาร Regional Optimization
ทังนี้ SCG ดำเนินการผ่านแนวคิด Regional Optimization ที่ใช้จุดแข็งของฐานการผลิตในแต่ละประเทศมาช่วยกระจายความเสี่ยง โดยให้เวียดนามเป็นฐานการส่งออกที่ได้เปรียบด้านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ขณะที่ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและสินค้ากลุ่มกรีน
นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI และระบบอัตโนมัติในการวิเคราะห์ความต้องการสินค้า การบริหารสต็อก และการวางแผนขนส่ง เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
ขณะเดียวกันในฝั่งลูกค้า บริษัทได้เน้นการสื่อสารเชิงรุก แจ้งข้อมูลล่วงหน้า และจัดลำดับความสำคัญในการส่งมอบสินค้า โดยให้ตลาดในประเทศเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติกในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ปรับโครงสร้างแหล่งพลังงาน
ในระยะกลาง SCG ประเมินว่าแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของธุรกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกในกลุ่มซีเมนต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 50% และมีแผนขยายต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าโครงการสำคัญในต่างประเทศอย่าง Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม แม้จะอยู่ในช่วงขาลงของวัฏจักรปิโตรเคมี แต่โครงการดังกล่าวมีความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบสูง และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเพิ่มการใช้อีเทน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 และช่วยลดต้นทุนได้ถึง 200 ล้านดอลลาร์สต่อปี
อีกด้านหนึ่ง SCG ยังเร่งลดน้ำหนักองค์กร ด้วยการปรับพอร์ตธุรกิจ โดยหยุดหรือถอนการลงทุนจากธุรกิจที่ไม่ทำกำไรและไม่สอดคล้องกับทิศทางระยะยาว ล่าสุดได้ขายหุ้นในแพลตฟอร์ม NocNoc ให้กับผู้ร่วมทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง อาทิ พลังงานสะอาด วัสดุประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
“แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน แต่ SCG ยังย้ำถึงความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยมีเงินสดในมือกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นกันชนสำคัญในการรับมือกับความผันผวน”
อย่างไรก็ตาม SCG ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าภายใต้เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และการบริหารจัดการที่รอบคอบ บริษัทจะสามารถประคองธุรกิจผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ และพร้อมกลับมาเติบโตอีกครั้งเมื่อวัฏจักรอุตสาหกรรมฟื้นตัว





