วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งลากยาวได้กลายเป็น “คอขวดพลังงานโลก” ที่กระทบโดยตรงต่อการขนส่งน้ำมัน และวัตถุดิบปิโตรเคมี
ล่าสุดนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ยอมรับกับผู้ถือหุ้น ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 วันนี้ (25 มี.ค.2569) ว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังกดดันธุรกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มเคมิคอลซึ่งพึ่งพาการนำเข้าฟีดสต๊อกจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ผลกระทบจากการปิดฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากบริษัทต้องนำเข้าวัตถุดิบผ่านเส้นทางดังกล่าวถึง 50-60% เมื่อซัพพลายสะดุดจึงส่งผลให้โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) จำเป็นต้องประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) และหยุดเดินเครื่องบางส่วนตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค.69 ที่ผ่านมา เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด
สถานการณ์ดังกล่าวยังซ้ำเติมด้วยข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ เมื่อมีเรือขนส่งวัตถุดิบของบริษัทจำนวน 2 ลำติดค้างอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้กำลังการผลิตในระยะสั้นถูกกดดันอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งแก้เกมเชิงรุก ด้วยการจัดหาฟีดสต๊อกจากแหล่งใหม่ที่ไม่ผ่านฮอร์มุซ (Non-Hormuz)
ซึ่งขณะนี้สามารถจัดหาได้แล้ว 3 คาร์โก และยังคงเดินหน้าเจรจาเพิ่มเติมต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการประสานงานทางการทูต เพื่อผลักดันให้เรือที่ติดค้างสามารถออกจากพื้นที่ได้ ซึ่งหากทำได้จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตกลับมาได้ทันที
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังยืดเยื้อ SCG ได้ยกระดับการบริหารความเสี่ยง โดยวางฉากทัศน์ (Scenario Planning) ครอบคลุมตั้งแต่กรณีสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ไปจนถึงกรณีเลวร้ายที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจ และสภาพคล่องทางการเงินให้สามารถรองรับแรงกระแทกได้ในทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการปรับกลยุทธ์ซัพพลายเชนใหม่ทั้งระบบ
ผ่านแนวคิด Regional Optimization ที่ใช้จุดแข็งของฐานการผลิตในแต่ละประเทศมาช่วยกระจายความเสี่ยง โดยให้เวียดนามเป็นฐานการส่งออกที่ได้เปรียบด้านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ขณะที่ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และสินค้ากลุ่มกรีน
นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI และระบบอัตโนมัติในการวิเคราะห์ความต้องการสินค้า การบริหารสต๊อก และการวางแผนขนส่ง เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
ขณะเดียวกันในฝั่งลูกค้า บริษัทได้เน้นการสื่อสารเชิงรุก แจ้งข้อมูลล่วงหน้า และจัดลำดับความสำคัญในการส่งมอบสินค้า โดยให้ตลาดในประเทศเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติกในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ในระยะกลาง SCG ประเมินว่าแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของธุรกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกในกลุ่มซีเมนต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 50% และมีแผนขยายต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าโครงการสำคัญในต่างประเทศอย่าง Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม แม้จะอยู่ในช่วงขาลงของวัฏจักรปิโตรเคมี แต่โครงการดังกล่าวมีความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบสูง และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเพิ่มการใช้อีเทน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 และช่วยลดต้นทุนได้ถึง 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อีกด้านหนึ่ง SCG ยังเร่งลดน้ำหนักองค์กร ด้วยการปรับพอร์ตธุรกิจ โดยหยุดหรือถอนการลงทุนจากธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และไม่สอดคล้องกับทิศทางระยะยาว ล่าสุดได้ขายหุ้นในแพลตฟอร์ม NocNoc ให้กับผู้ร่วมทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้ เพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง อาทิ พลังงานสะอาด วัสดุประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
"แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน แต่ SCG ยังย้ำถึงความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยมีเงินสดในมือกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นกันชนสำคัญในการรับมือกับความผันผวน"
อย่างไรก็ตาม SCG ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าภายใต้เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ และการบริหารจัดการที่รอบคอบ บริษัทจะสามารถประคองธุรกิจผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ และพร้อมกลับมาเติบโตอีกครั้งเมื่อวัฏจักรอุตสาหกรรมฟื้นตัว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





