วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดที่มาเงินคอร์รัปชัน 5 แสนล้าน 3 กลโกงบ่อนทำลายประเทศ

เปิดที่มาเงินคอร์รัปชัน 5 แสนล้าน  3 กลโกงบ่อนทำลายประเทศ

การคอร์รัปชันของประเทศไทยที่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องและทำให้รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่ Transparency International เผยแพร่วันที่ 10 ก.พ.2569 ระบุถึงการทุจริตคอร์รัปชันยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรง

สำหรับประเทศไทยมีคะแนนการรับรู้การทุจริตที่ 33 จาก100 คะแนนในปี 2568 อยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศหรือเขตแดน ซึ่งร่วงลง 1 อันดับจากปี 2567 และร่วงติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งตอนนั้นมีคะแนนอยู่ที่ 36 คะแนน

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ประเมินเงินคอร์รัปชันเมื่อเดือน ธ.ค.2566 ประเมินจากรายงานการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

รวมถึงข้อมูลจากบทวิจัย “หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า: เศรษฐกิจนอกกฎหมายกับนโยบายสาธารณะในประเทศไทย” ของ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ และ ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ เมื่อปี 2543 และรวมถึงบทวิจัย “สินบน ทัศนคติและประสบการณ์ ของหัวหน้าครัวเรือน” ของ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตรและคณะ เมื่อปี 2557

ดร.มานะ สรุปเงินบาปจากคอร์รัปชันในภาครัฐราว 5 แสนล้านบาทต่อปี เกิดจากกลโกง 3 ประเภท “โกงหลวง ฉ้อราษฎร์ และกัดกินกันเอง” ความเสียหายนี้ยังไม่รวมความเดือดร้อนและผลกระทบต่อประเทศชาติ ประชาชน คนทำมาค้าขายที่ตามมาอีกมากมาย ดังนี้

1.การโกงหลวง

1.1 เงินทอนในการจัดซื้อจัดจ้าง มีมูลค่า 2-3 แสนล้านบาทต่อปี เป็นความสูญเสียจากเงินทอนหรือเงินใต้โต๊ะในอัตราเฉลี่ย 20-30% ของงบลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐทุกประเภท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจมากหรือน้อยกว่านี้ตามยุคสมัย

1.2 การเอาเปรียบรัฐ เช่น หน่วยงานรัฐให้การอุดหนุนเอกชนเกินจำเป็นในโครงการพีพีพี, ขยายอายุสัมปทานให้เอกชนอย่างไม่เหมาะสม การลงทุนหลายพันล้านบาทสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูงเพื่อรองรับการซื้อกระแสไฟฟ้าจากเอกชนรายเดียว การรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากเอกชนราคาแพงและซื้อมากเกินจำเป็น เก็บค่าภาคหลวงจากสัมปทานเหมืองแร่ต่ำเกินจริง ปล่อยเช่าที่ราชพัสดุราคาถูก

การเอาทรัพยากรของรัฐไปเอื้อเอกชนเช่นนี้ เจ้าหน้าที่รัฐมักอ้างเหตุผลเกินจริงและปิดบังข้อมูลสำคัญ จึงยากที่จะสังคมจะเข้าใจ และศึกษามูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

1.3 ขโมยหรือยักยอกเงินหลวง เช่น ยักยอกเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติที่เก็บจากนักท่องเที่ยวหรือไม่เก็บแต่เรียกรับใต้โต๊ะจากบริษัทนำเที่ยว รวมถึงการโกง “เงินอุดหนุน” ตามนโยบายรัฐ เช่น กรณีเงินทอนวัด เงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ 

รวมถึงเงินกองทุนหมุนเวียน เช่น ทุจริตเงินกองทุนเสมาฯ ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งสหกรณ์และกองทุนกู้ยืมต่างๆ โดยพฤติกรรมประเภทนี้พบเห็นได้ทั่วไปมีมูลค่าหลักพันบาทจนถึงหลายร้อยล้านบาทต่อกรณี

2.ฉ้อราษฎร์ เช่น แปะเจี๊ยะ ส่วย ค่าวิ่งเต้นล้มคดี

2.1 สินบนและส่วยจากเศรษฐกิจนอกระบบ (Illegal Economy) หวย ซ่อง ค้าอาวุธ แรงงานเถื่อน ยาเสพติด และบ่อน ที่ประเมินว่าธุรกิจมืดเหล่านี้มีมูลค่า 8-13% ของจีดีพี 17 ล้านล้านบาทต่อปี หรือราว 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี หากคิดคร่าวๆ ว่าจ่ายส่วยสินบนให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับจากต้นทางถึงปลายทางแค่ 5% จะเป็นเม็ดเงินถึง 8.5 หมื่นล้านบาทต่อปี

2.2 สินบนครัวเรือนหรือสินบนที่ “ชาวบ้าน” ต้องจ่ายเมื่อไปติดต่อราชการเพื่อทำนิติกรรม จดแจ้ง หรือใช้สิทธิ์ใช้บริการตามกฎหมาย อาจเพราะโดนรีดไถหรือตั้งใจจ่ายเองเพื่อแลกกับความสะดวก เร่งเวลา ลดขั้นตอน ลดเอกสาร มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาทต่อปี 

รวมทั้งเชื่อว่าตัวเลขจริงสูงกว่านี้มาก แต่ผู้ให้ข้อมูลในการสำรวจอาจปิดบังเนื่องจากเกรงกลัวอันตรายหากเปิดเผย ตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงกรณีภาคธุรกิจอุตสาหกรรม “ไปติดต่อ” เจ้าหน้าที่

2.3 สินบนและส่วยจากธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องจ่ายเพื่อความอยู่รอดหรือความได้เปรียบ ทั้งที่จ่ายโดยผู้ทำมาหากินสุจริตและไม่สุจริต เช่น ส่วยรถบรรทุก รถตู้ รถทัวร์ สถานบันเทิง

2.4 สินบนเพื่อให้ได้ใบอนุญาตอนุมัติจากราชการ เช่น ต่อเติม-สร้างบ้าน เปิดธุรกิจร้านค้า โรงงาน สถานบันเทิง โรงแรม อพาร์ตเม้นท์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต การส่งออก-นำเข้าสินค้า

2.5 ค่ามองไม่เห็น ตรวจไม่เจอ เป็นสินบนที่ประชาชนต้องจ่ายเมื่อเผชิญเจ้าหน้าที่นอกสถานที่ราชการ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้จ่ายกระทำผิดจริงและโดนกลั่นแกล้ง เช่น การจ่ายให้ตำรวจจราจร เทศกิจ นายจ้างหรือแรงงานต่างด้าวต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่แรงงานหรือตำรวจ 

สำหรับเงินบาปประเภทนี้รวมกันมากกว่า 1 แสนล้านบาท แม้ควักล้วงจากกระเป๋าชาวบ้านแต่สุดท้ายย่อมส่งผลร้ายต่อบ้านเมือง คนไร้เส้นสาย คนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แน่นอนว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดคือ “คนจน”

3.การกัดกินกันเอง

เป็นสินบนและค่าวิ่งเต้นในหมู่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง แม้จ่ายไม่แพงมากเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆ แต่เป็นเรื่องสำคัญและอันตรายมาก เพราะมันเป็นรากเหง้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อหาเส้นสายและหาเงินเป็นค่าใช่จ่ายไปสู่ดวงดาว

3.1 การซื้อขายตำแหน่ง มีมากในหน่วยงานที่มีผลประโยชน์สูง ราคาที่จ่ายขึ้นกับตำแหน่งนั้นทำเงินได้มากน้อยเพียงใด และที่ร้องเรียนกันมาก เช่น คมนาคม ตำรวจ มหาดไทย

3.2 กัดกินกันเองอื่นๆ เช่น ค่าวิ่งเต้นล้มคดี, เงินส่วนแบ่งตามลำดับชั้นที่เกิดจากส่วยสินบนกลุ่มที่ 2 การวิ่งเต้นของบประมาณจากผู้มีอำนาจในมหาดไทยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

4.ค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันของรัฐสูงมากแต่ละปี กล่าวคือปี 2566 ป.ป.ช. ป.ป.ท และ สตง.ใช้งบประมาณ 5,848 พันล้านบาท มีบุคลากรรวมกันกว่า 7,578 คน

บทสรุป

ความเสียหายจากคอร์รัปชันราว 5 แสนล้านบาทต่อปีที่กล่าวมานี้ ยังไม่รวมความสูญเสียทางอ้อมที่กัดกินสังคมไทย เช่น นักลงทุนหนีหายเพราะกลัวความไม่ชัดเจนของราชการ ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นและไม่แน่นอนส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการให้เพิ่มสูงขึ้น ประชาชนใช้สินค้าและบริการรัฐในราคาแพงหรือคุณภาพไม่ดีพอ และรัฐต้องใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลแก้ไขปัญหาไม่รู้จบ

โกงเล็กโกงน้อยข้าราชการทำกันเองได้ แต่โกงกินคำใหญ่เสียหายครั้งละมากๆ ต้องมีนักการเมืองร่วมบงการด้วยเสมอ ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าเห็นคนในรัฐบาลทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเรื่องปราบคอร์รัปชัน