วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

ค่ายรถชี้ ‘อีวี’ ร้อนแรงรับวิกฤติน้ำมัน แต่ติดหล่มกำลังซื้อ

ค่ายรถชี้ ‘อีวี’ ร้อนแรงรับวิกฤติน้ำมัน แต่ติดหล่มกำลังซื้อ

ส.อ.ท.เผยยานยนต์ไทย “ฟื้นไม่เต็มแรง” ยอดผลิต ก.พ.แตะ 1.18 แสนคัน โต 3.43% ยอดขายในประเทศหดตัวจากเศรษฐกิจ ด้าน EV โตแรงในฝั่งผลิต หวั่นสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน สต็อกชิ้นส่วนหมด ต้นทุนผลิตรวมถึงขนส่งพุ่ง อาจปรับราคารถตามต้นทุน ด้านค่ายรถยักษ์ใหญ่ชี้ 'น้ำมัน' ดันตลาดอีวีได้เพิ่มแต่ไม่มาก เชื่อสงครามไม่ยืดเยื้อ

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในฝั่งการผลิตและการส่งออก แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

หากเปรียบเทียบการผลิตรถยนต์ในไทยรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา สถานการณ์ถือว่ายังไม่ฟื้นตัวกลับไปที่เดิม โดยปี 2561 ไทยเคยมียอดผลิตถึง 2.17 ล้านคัน ถือว่าสูงสุดในรอบ 10 ปี แต่ล่าสุดเมื่อปี 2568 มีการผลิตเพียง 1.45 ล้านคัน เป็นการผลิตลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2566 หลังจากได้รับผลกระทบสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ซึ่งการซื้อรถยนต์ในไทย 90% เป็นการซื้อด้วยสินเชื่อ

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือน ก.พ.2569 เริ่มฟื้นตัวในฝั่งการผลิตและส่งออก แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศและปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สำหรับตลาดตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของการส่งออกรถยนต์ไทย มีสัดส่วน 21.17% โดยถึงแม้การส่งออกเดือน ก.พ.2569 ไปตะวันออกกลางยังเป็นบวก แต่เริ่มเจอปัญหารถยนต์ที่ส่งออกถึงช่องแคบฮอร์มุซ ไม่กล้าแล่นผ่านต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์ โดยการส่งออกเดือน ก.พ.อยู่ที่ 81,195 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.05% ถือว่าอยู่ระดับทรงตัว

ทั้งนี้ ปี 2568 ไทยส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้น 0.61% เมื่อเทียบปี 2567 มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รองลงมาเป็นรถยนต์นั้ง 61,958 คัน และรถ PPV 23,359 คัน

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และ อิหร่าน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจากส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และความเชื่อมั่นของตลาดโลก

ลุ้นคนไทยปรับตัวซื้ออีวีสู้วิกฤติน้ำมัน

สำหรับการผลิตรถยนต์เดือน ก.พ.อยู่ที่ 117,952 คัน เพิ่มขึ้น 3.43% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการผลิตรถยนต์นั่ง เพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้น 22.83% และการผลิตรถกระบะจำหน่ายในประเทศเพิ่มถึง 55.98% ทำให้ 2 เดือนแรกของปี 2569 มียอดผลิตรวม 236,338 คัน เพิ่มขึ้น 6.87%

ขณะที่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขยายตัวโดดเด่นฝั่งการผลิต โดยรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ผลิตได้ 3,846 คัน เพิ่มขึ้น 71.54% และรถกระบะไฟฟ้าผลิตได้ 460 คัน เพิ่มขึ้น 100% แม้มีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบรถเครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด

“ช่วงการสู้รบของสงครามอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และการที่ปั๊มขาดแคลนน้ำมันอาจทำให้ต่อจากนี้หรืองานมหกรรมยานยนต์ที่กำลังจัดในไทยจะมียอดจอง EV เพิ่มขึ้นจึงต้องคอยจับตาใกล้ชิด”

ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ

ขณะที่ตลาดในประเทศยังชะลอตัว โดยมียอดขายรถยนต์ 48,242 คัน ลดลง 2.17% จากปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจที่เติบโตระดับต่ำ สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ผู้บริโภคชะลอตัดสินใจซื้อ และความไม่ชัดเจนนโยบายภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงาน

แม้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตสูง แต่ยอดขายในประเทศกลับลดลง โดยรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มียอดขาย 6,168 คัน ลดลง 18.56% ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ขณะที่รถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังเติบโตต่อเนื่อง และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หดตัวมากสะท้อนผู้บริโภคยังเลือกใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นมากกว่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สต็อกชิ้นส่วนรถยนต์อั้นได้ 3 เดือน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ผลิตยังมีสต็อกชิ้นส่วนเพียงพอสำหรับการผลิต 3 เดือน และยังไม่ปรับขึ้นราคารถยนต์ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนต้นทุนโลจิสติกส์ และวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น อาจต้องปรับราคาในอนาคต โดยเฉพาะภาวะค่าระวางเรือบางเส้นทางเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนชิป หากห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

ในระยะสั้น อุตสาหกรรมยังไม่ปรับเป้าหมายการผลิตและการส่งออกที่ 1.5 ล้านคัน โดยจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งกลางปี หลังเห็นทิศทางตลาดชัดเจนขึ้น

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2569 กำลังอยู่ในช่วง “ฟื้นตัวแบบไม่เท่ากัน” โดยแม้การผลิตและส่งออกเริ่มกลับมา แต่ตลาดในประเทศยังอ่อนแรง ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้ายังเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการและกำลังซื้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรมระยะต่อไป

ค่ายรถชี้ ‘อีวี’ ร้อนแรงรับวิกฤติน้ำมัน แต่ติดหล่มกำลังซื้อ

น้ำมันแพงดัน ‘อีวี’ ค่ายจีนรับยอดจองพุ่ง 2 เท่า

บลูมเบิร์ก รายงานว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงและยืดเยื้อปลุกความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพิ่มขึ้นทำให้โชว์รูมของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนยักษ์ใหญ่อย่าง “บีวายดี” (BYD) คึกคักไปด้วยผู้คนที่สนใจ และยอดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นทั่ว “เอเชีย”

แมทธิว โดมินิก โพห์ พนักงานขายประจำโชว์รูมแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่ายอดจองรถช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พุ่งสูงขึ้นเท่ากับยอดจองตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา

“ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนจากรถยนต์แบบเดิมมาใช้รถอีวีมากขึ้น เพราะทนแบกรับภาระราคาน้ำมันที่แพงขึ้นไม่ไหว” แมทธิว กล่าว

ด้านกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม กระแสรถยนต์ไฟฟ้าร้อนแรงไม่แพ้กัน โชว์รูม “วินฟาสต์” (VinFast) มียอดผู้เข้าชมพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า จนต้องเร่งจ้างพนักงานขายเพิ่มเพื่อให้ทันความต้องการ 

นับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่านเป็นต้นมา โชว์รูมปิดการขายรถอีวีได้ถึง 250 คัน ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละกว่า 80 คัน ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2025 ถึงสองเท่า

แม้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ยังไม่ประกาศตัวเลขยอดขายเป็นทางการเดือน มี.ค.ซึ่งเป็นเดือนแรกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย แต่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียอย่าง BYD ของจีน และ VinFast ของเวียดนาม กำลังรับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น

อัลเบิร์ต พัค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ให้ความเห็นว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมักเป็นตัวเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเสมอ เพราะสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ผู้คนหันมาใช้พลังงานสะอาดเร็วขึ้น

จากการวิเคราะห์ BloombergNEF พบว่า การที่ผู้คนทั่วโลกหันมาใช้กันมากขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำมันดิบลงได้เทียบเท่ากับ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปีที่ผ่านมา

น้ำมันดันตลาดอีวีไม่มาก เชื่อสงครามไม่ยืดเยื้อ

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สงครามและราคาน้ำมัน อาจะส่งผลให้ความต้องการรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวีเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากนัก โดยคาดว่าภาพรวมปีนี้ตลาดจะใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ผ่านมา ประมาณ 1.2 แสนคัน ส่วนหนึ่งเพราะหมดมาตรการ อีวี 3.0

ส่วนแรงกระตุ้นจากราคาน้ำมัน อาจจะเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ รวมถึงผลกระทบต่อตลาดโดยรวม และต้นทุนของทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากหลายฝ่ายเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะยืดเยื้อเนื่องจากส่งผลกระทบทั่วโลก จึงต้องพยายามหาทางยุติให้ได้ ยกเว้นหากการสู้รับยืดเยื้อผ่าน 3 เดือน จะต้องประเมินกันใหม่อีกครั้ง

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สงครามการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจแน่นอน รวมถึงการขนส่ง ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นก็จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่งที่เพิ่มขึ้น และอาจจะให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนจากการขนส่งได้

ส่วนปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการขยับขึ้นของราคาพลังงาน มองว่าระยะยาวจะไม่ได้กระทบต่อรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เท่านั้น แต่ อีวี ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน จากค่าไฟที่จะต้องปรับขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามความเห็นส่วนตัวเห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้มากกว่าการขยับขึ้นราคาน้ำมัน ก็คือ ความวิตกของประชาชนที่เริ่มการซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสินค้าอื่น ๆ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์และส่งผลให้ความรุนแรงของผลกระทบนั้นเร็วขึ้น

ดังนั้นมองว่าหากทุกคนใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงปกติ ก็จะเป็นลดความรุนแรงของผลกระทบลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า สงคราม ความขัดแย้งไม่น่าจะยืดเยื้อ

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่าสงครามที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบกับตลาดรถยนต์แน่นอน แต่ยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินเพราะเพิ่งเกิดขึ้นและไม่รู้จะจบได้เร็วหรือจะยืดเยื้อ

ส่วนผลกระทบที่เริ่มเกิดขึ้นคือ การขนส่ง เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกรถยนต์ตลาดใหญ่ของไทย และโตโยต้า โดยปี 2568 ที่ผ่านมา โตโยต้าส่งออกรถไปตะวันออกกลาง 1 แสนคัน ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำคัญ เช่น เรซิ่น สำหรับการนำผลิตเป็นชิ้นส่วน

อย่างไรก็ตามในส่วนของโตโยต้า ที่มีเครือข่ายทั่วโลก จะเร่งแก้ไขปัญหาซึ่งเชื่อจะทำได้คล้ายกับเหตุการณ์ขาดแคลนไมโครชิฟในอดีต