สงครามในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมเรือสำราญ ข้อมูลจาก เว็บไซด์ Sail Away ระบุว่า ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาคส่งผลกระทบต่อเรือสำราญที่ให้บริการในอ่าวอาหรับ
ทำให้ผู้โดยสารติดค้างอยู่ในท่าเรือซึี่งนับเป็นการบังคับให้บริษัทเรือสำราญต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยบริษัทเรือสำราญสัญชาติกรีก Celestyal Cruises ได้สั่งให้ผู้โดยสารบนเรือ Celestyal Journey ลงจากเรือที่โดฮา เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคยังคงเลวร้ายลง การตัดสินใจดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างร้อนแรงในหมู่ผู้โดยสารเรือสำราญและผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมเรือสำราญเพราะขณะที่ เรือลำหนึ่งของMSC Cruises ที่ติดอยู่ที่ดูไบเช่นกัน หลังจากช่องแคบฮอร์มุซปิดสำหรับการเดินเรือพาณิชย์MSC ได้เช่าเหมาลำเครื่องบินหลายลำและจองที่นั่งสายการบินจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารมากกว่า 1,500 คนให้เดินทางกลับบ้าน
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ต่ออุตสาหกรรมเรือสำราญ แต่อุตสาหกรรมนี้ก็ใหญ่และมีมูลค่ามากพอที่จะต้องหาทางรอดและดำเนินธุรกิจต่อไป
เมื่อเร็วๆนี้บริษัท Princess Cruises ได้เปิดเผยเส้นทางเดินเรือใหม่สำหรับฤดูกาลล่องเรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2026/27 แล้ว
การเดินทางครั้งนี้รวมถึงเส้นทางใหม่บนเรือ Diamond Princess ซึ่งจะมีฐานอยู่ที่สิงคโปร์ที่ จะให้บริการล่องเรือ 11 เที่ยว เยี่ยมชม 28 จุดหมายปลายทาง เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ย.2026 ถึงเดือนมี.ค.2027
สำหรับ เรือ Diamond Princess ที่สร้างในญี่ปุ่นสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2,670 คนมีกำหนด มีเส้นทางเดินเรือแบบไป-กลับจากสิงคโปร์ไปยังเวียดนามและมาเลเซีย และยังมีเส้นทางเดินเรือ 14 วันไปยังมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม โดยแวะจอดที่กัวลาลัมเปอร์
โฮจิมินห์ซิตี้ และกรุงเทพ ซึ่งเป็นเส้นทางพิเศษสำหรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่อีกหนึ่งไฮไลท์คือเส้นทางเดินเรือ 16 และ 24 วันไปยังมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม โดยมีกิจกรรมบนฝั่งรวมถึงการเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในอ่าวฮาลอง รวมถึงภูเก็ต ดานัง และเว้
เรือสำราญเป็นส่วนหนึ่งของเม็ดเงินของเศรษฐกิจหรูหรา หรือ Luxury Economy ที่พร้อมจะโยกเงินจากซีกโลกหนึ่งมาสู่อีกซีกโลกหนึ่งเมื่อแหล่งความหรูหราเดิมๆอยู่บนความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงและปลอดภัย
นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ Ms. Wendy Yamazaki รองผู้อำนวยการระดับภูมิภาค ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ทวีปเอเชีย ผู้แทนบริษัท รอยัล แคริบเบียน กรุ๊ป (Royal Caribbean Group: RCG) พร้อมด้วยผู้แทนจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญ (Cruise Terminal) และยกระดับศักยภาพการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของประเทศไทยในระยะยาว ว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
โดยได้เร่งผลักดันแผนการพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) แห่งใหม่ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือเกาะสมุย จังหวัดภูเก็ต และบริเวณอ่าวไทยตอนบน ซึ่งอยู่ระหว่างการตำแหน่งที่เหมาะสม ระหว่างพัทยาและสัตหีบ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับภูมิภาค ที่มีศักยภาพในการรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายการท่องเที่ยวระดับโลก
สำหรับบริษัท RCG ถือเป็นพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญระดับโลก ปัจจุบันมีเรือสำราญในเครือถึง 69 ลำ ครอบคลุมเส้นทางการเดินทางทั่วโลก ในปีนี้บริษัทฯ มีแผนนำเรือเข้าจอดเทียบท่าในประเทศไทยมากกว่า 45 เที่ยว และนำนักท่องเที่ยวมายังประเทศไทยประมาณ 120,000 คน
“ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนท่าเทียบเรือสำราญในไทย เพื่อเตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่สายการเดินเรือระดับโลกที่ต้องการนำเรือขนาดใหญ่เข้ามาเทียบท่า”
โดยกระทรวงคมนาคมได้เตรียมพิจารณาจัดทำข้อมูลแผนการพัฒนาท่าเทียบเรือของท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีศักยภาพ พร้อมกำหนดระยะเวลาดำเนินการ ที่ชัดเจน เพื่อแจ้งให้ทางบริษัท RCG และกลุ่มนักลงทุนได้รับทราบ"
ข้อมูลจาก ResearchAndMarkets.com ระบุว่า ประชากรมหาเศรษฐี ซึ่งคาดว่าจะเกิน 587,000 คนภายในปี 2028 กำลังเติบโตในตลาดเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม อินเดีย และมอริเชียส และคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์จะคิดเป็น 26% ของเศรษฐกิจทางทะเลภายในปี 2030 นักท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์เป็นกลุ่มที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยใช้จ่ายประมาณ 287 ดอลลาร์ต่อวันหรือ เกือบ 1 หมื่นบาทต่อวันซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบสองเท่าของค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วไป
ข้อมูลจากบทความมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวเรือสำราญในปี 2023 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 31.7 ล้านคน ด้านเส้นทางการเดินเรือ พบว่า ภูมิภาคทะเลแคริบเบียน หมู่เกาะบาฮามาส และเบอร์มิวดา ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ครองสัดส่วนนักท่องเที่ยวเรือสำราญ 44.2% รองลงมาคือ เส้นทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 18.5% และยุโรป 10.4% ส่วนภูมิภาคเอเชียอยู่ในอันดับที่ 6 มีส่วนแบ่ง 4.6 %โดยจีนเป็นจุดหมายสำคัญ
นอกจากการเติบโตด้านปริมาณผู้โดยสารแล้ว อุตสาหกรรมนี้ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลปี 2022 ระบุว่า การท่องเที่ยวเรือสำราญสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 138 พันล้านดอลลาร์ ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 1.2 ล้านตำแหน่ง และสร้างรายได้จากการจ้างงานกว่า 43 พันล้านดอลลาร์
ประเทศไทยมีทรัพยากรในบริบทการเป็นจุดหมายปลายทางของเรือสำราญและเป็นแหล่งรองรับการลงทุน “สินทรัพย์เชิงประสบการณ์“ หรือ ”experiential assets” ดังนั้นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ยังประโยชน์ให้เศรษฐกิจประเทศได้มากที่สุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น





