ในสถานการณ์ที่ประชาชนคนไทยประสบปัญหาน้ำมันไม่พอเติมที่หน้าสถานีบริการ และรัฐบาลพยายามแก้ปัญหา บริหารสถานการณ์ในภาวะวิกฤติด้วยการออกมาตรการ และคำสั่งต่างๆมาแก้ปัญหา
ทั้งนี้ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในภาวะที่สงครามตะวันออกกลางลากยาว กระทบแหล่งผลิตน้ำมัน และการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีห้ามการส่งออกกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ยกเว้นการส่งน้ำมันให้กับ 2 ประเทศคือ สปป.ลาว และเมียนมา
อย่างไรก็ตามสังคมยังคงอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมในสถานการณ์วิกฤติเรายังคงต้องมีการส่งน้ำมันไป สปป.ลาว และเมียนมา ประมาณวันละ 5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้มีการชี้แจงเรื่องนี้ ว่านอกจากเราจะมีสัญญากับทั้งสองประเทศแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์การบริหารพลังงาน โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าของประเทศที่อาจถีบตัวสูงขึ้น หลังจากที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในส่วนที่เป็นราคาสปอต LNG นั้นเพิ่มสูงขึ้นจาก 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู มาอยู่ที่ 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) กล่าวว่าการส่งน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่าประเทศไทยเราจำกัดการส่งน้ำมันออกนอกประเทศนี้อยู่แค่ 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว และเมียนมา โดยในขณะนี้จำกัดอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 5 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นการส่งน้ำมันไปให้ สปป.ลาว 4 ล้านกว่าลิตรต่อวัน และเมียนมาประมาณ 3 แสนลิตรต่อวัน
โดยเหตุผลที่ต้องส่งไป สปป.ลาว เพราะไทยมีความผูกพันในแง่ของเรื่องพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำที่ต้องใช้จากลาวอยู่ ซึ่งในช่วงถัดไปถ้าเราดูราคาก๊าซ LNG ตลาดโลกขยับตัวเพิ่มขึ้น การให้บริการไฟฟ้าในประเทศอาจจะต้องปรับตัวในรูปแบบ “Energy Mix” หรือปรับเป็นการใช้เชื้อเพลิงแบบผสมผสานในการผลิตไฟฟ้า โดยจะมีสัดส่วนของการผลิตจากไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ พลังน้ำ และถ่านหิน
ทั้งนี้มีแนวโน้มที่อาจจะต้องมีการสั่งไฟฟ้าจากพลังน้ำมากขึ้น เพื่อทำให้ราคาค่าเฉลี่ยไฟฟ้าของเราในช่วงที่ราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้นอาจสามารถลดลงได้ จึงมีความจำเป็นที่เราต้องให้ความช่วยเหลือกับเพื่อนบ้าน
ส่วนการส่งน้ำมันให้กับเมียนมา นั้นเนื่องมาจากประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาผ่านท่อ โดยมีการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเช่นกัน โดยก๊าซธรรมชาติเหล่านั้นจะส่งผ่านท่อมาทางฝั่งตะวันตก แล้วมาใช้ผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าราชบุรีเพื่อที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งเรามีความร่วมมือกับเมียนมาในเรื่องนี้อยู่จึงต้องมีการส่งน้ำมันไปให้เมียนมา
“การส่งน้ำมันไปให้ สปป.ลาว และเมียนมา ถือเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือด้านพลังงานทั้งสองประเทศ ซึ่งแนวโน้มแล้วไทยอาจจะมีการปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเมื่อเชื้อเพลิง LNG ราคาสูงขึ้น ตามแผน Energy Mix ที่เรามีอยู่”





