การเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ทวีความร้อนแรงก่อนวันชี้ชะตา 30 มี.ค.2569 เมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้เผชิญความผิดปกติรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังพบขบวนที่ผิดปกติหลายอย่าง และเกิดการฟ้องร้องให้ตรวจสอบเกิดขึ้น
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2569 ว่า ที่ประชุมต้องหารืออย่างรอบคอบ กรณีมีผู้ร้องเรียนการสวมสิทธิผู้แทนสมาชิก และข้อกล่าวหาทุจริตซื้อเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง
สำหรับต้นตอของเรื่องเริ่มจากหนังสือร้องเรียนลงวันที่ 20 มี.ค.2569 โดย "ชุติกาญจน์ ชัยปัญญา” ได้ส่งถึงนายทะเบียน ส.อ.ท. ซึ่งปัจจุบัน นายกฤษณ์ อิ่มแสง เลขาฯ ส.อ.ท. ทำหน้าที่รักษาการนายทะเบียน
โดยภายหลังการตรวจสอบ พบว่า มีการ “ปลอมเอกสารและลายเซ็น” ในการเปลี่ยนแปลงผู้แทนใช้สิทธิของ หจก.ปิยภัทร อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต จ.อำนาจเจริญ โดยมีการเปลี่ยนชื่อผู้แทนลำดับที่ 3 จาก “วรนิยม” เป็น “วิโรจน์” พร้อมแนบหลักฐานเอกสารจริง-ปลอม และคลิปวิดีโอยืนยัน
ทั้งนี้ ทันทีที่ได้รับเรื่อง ตนในประธาน ส.อ.ท. ได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกประชุมด่วนช่วงเช้าวันที่ 23 มี.ค.2569 เพื่อสรุปผลเสนอที่ประชุมบอร์ดในช่วงบ่ายวันเดียวกัน
พบเส้นทางเอกสารโยงพนักงานเอกชนรายใหญ่
สำหรับรายงานผลสอบเบื้องต้นระบุว่า “วิโรจน์ รุจิเจริญชัย” เป็นพนักงานของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีผู้สมัครท้าชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอยู่ด้วย และเอกสารการเปลี่ยนแปลงผู้แทนใช้สิทธิดังกล่าว ถูกส่งมาจากอีเมลของ “ทัดเทพ ทองอำภา” ซึ่งเป็นพนักงานในเครือเดียวกัน และเคยขึ้นทะเบียนกับ ส.อ.ท. มาก่อน
นอกจากนี้ จากข้อค้นพบนี้ทำให้คณะกรรมการบริหารตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของ “การสวมสิทธิ” เพื่อควบคุมคะแนนเสียงภายในระบบสมาชิก ซึ่งถือเป็นประเด็นอ่อนไหวสูงต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร
ขยายผลเจอหลักฐานโอนเงิน “สมาชิกใหม่” 21 บริษัท
นอกจากกรณีเอกสารปลอมแล้ว การตรวจสอบยังพบเบาะแส “การซื้อเสียง” โดยผู้อำนวยการใหญ่ ส.อ.ท. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึก และพบว่า มีพนักงานของบริษัทดังกล่าวอย่างน้อย 2 ราย มีหลักฐานการโอนเงินไปยังบริษัทที่เพิ่งสมัครสมาชิกใหม่ ได้แก่
- ปิยนันท์ รัตโนภาส โอนให้ 10 บริษัท
- สมพล สุธาทรัพย์” โอนให้ 11 บริษัท
รวมทั้งสิ้น 21 บริษัท ซึ่งทั้งหมดเป็น “สมาชิกใหม่” ที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ ส.อ.ท. เป็นครั้งแรกในช่วงใกล้เลือกตั้ง
ที่สำคัญ บุคคลทั้ง 2 รายถูกระบุว่าเป็นทีมงานของ “นายชนะ ภูมี” ซึ่งทำงานทั้งในบริษัทดังกล่าว และมีบทบาทในสถาบันน้ำ และสิ่งแวดล้อมของ ส.อ.ท.
หลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้บริหารระดับสูง
นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบยังได้รับเอกสารสำคัญเป็น “จดหมายเชิญ” 2 ฉบับ จากผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ CEO บริษัทดังกล่าว และนายชนะ ส่งถึงประธาน ส.อ.ท. เพื่อเชิญเข้าร่วมพิธีลงนาม MOU โครงการจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรจัดทำหลักสูตร NZAP เป็นต้น
โดยในจดหมายดังกล่าว ระบุชื่อ “ผู้ประสานงาน” ซึ่งตรงกับพนักงาน 2 รายที่พบหลักฐานโอนเงิน ทำให้คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตถึง “ความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้าง” และความเป็นไปได้ที่ผู้บริหารบางส่วนอาจรับรู้หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว
ประธาน ส.อ.ท. ย้ำโปร่งใส เดินหน้าสอบลึกทุกมิติ
เกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า การตรวจสอบต้อง “ครอบคลุมทุกประเด็น” ทั้งการสวมสิทธิ การปลอมเอกสาร และการซื้อเสียง พร้อมเร่งสรุปข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อรักษาความโปร่งใสขององค์กร
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก ส.อ.ท. ถือเป็นองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย และการเลือกตั้งภายในมีผลต่อโครงสร้างอำนาจ และนโยบายในระยะต่อไป
เดิมพันศรัทธาองค์กร-จุดชี้ขาดธรรมาภิบาล
กรณีที่เกิดขึ้นไม่เพียงเป็นข้อพิพาทภายใน แต่ยังสะท้อน “ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล” ขององค์กรภาคเอกชนไทยในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่บทบาทของ ส.อ.ท. มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤติพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์โลก
ผลสอบเชิงลึกที่กำลังจะออกมา จึงอาจเป็น “จุดชี้ขาด” ทั้งต่อความเชื่อมั่นของสมาชิก และทิศทางการปฏิรูปกลไกการกำกับดูแลภายในองค์กรในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





