กรมการค้าต่างประเทศ เผย การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล – อิหร่าน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบพลังงาน ขนส่ง ค่าระวางเรือ กระทบส่งออกข้าวไปยังตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรักซึ่งเป็นตลาดใหญ่ไทย ยอดสั่งซื้อหาย หวั่นกระทบเป้าส่งออกข้าวทั้งปี ขณะที่ 2 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกข้าว 1.15 ล้านตัน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรม ได้ติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล - อิหร่าน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง อีกทั้งความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนพลังงานราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ รวมถึงค่าประกันภัย ที่ปรับสูงขึ้น
โดยค่าระวางเรือมีการแจ้งปรับอัตราค่าระวางเรือช่วงวันที่ 15-30 มีนาคม อัตราปรับขึ้นกว่า 40% โดยสายการเดินเรืออ้างว่าค่าธรรมเนียมพิเศษและต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และกระทบต่อเส้นทางและระยะเวลาการขนส่งสินค้า ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนชะลอการสั่งซื้อเพื่อรอประเมินสถานการณ์
สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อการส่งออกข้าวไปยังตลาดสำคัญของไทย โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของไทย ซึ่งแต่ละปีไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางต่อปีประมาณ 1.34 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เฉพาะตลาดอิรักมีสัดส่วนการนำเข้าถึง 75 % สูงสุดในตะวันออกกลาง รองมาเป็นเยเมน ซาอุ อิหร่าน และอื่นๆ โดยขณะนี้การส่งออกข้าวไปยังอิรักหยุดชะงักลง จากที่ 2 เดือนแรกของปี 69 (ม.ค.-ก.พ.) ส่งได้ 9.2 ล้านตัน ลดลง 52.58 % เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนประเทศที่เหลือเจอปัญหาเส้นทางและระยะเวลาขนส่งทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนชะลอการสั่งซื้อเพื่อรอประเมินสถานการณ์ ซึ่งเราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะมีการสั่งซื้ออีกหรือไม่
นางอารดา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อและเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัญหายืดเยื้อ อาจกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2569 ตั้งไว้ 7 ล้านตัน จะหายไปประมาณ 1 ล้านตันจากยอดส่งออกไปตะวันออกกลางชะงัก
“ กรมคงเดินหน้าเปิดเกมส์รุกทั้งการรักษาตลาดหลัก ควบคู่กับการขยายตลาดศักยภาพใหม่ การผลักดันข้าวคุณภาพสูงและข้าวมูลค่าเพิ่ม โดยเตรียมเข้าไปเพิ่มตลาดในแอฟฟริกาทดแทนตลาดตะวันออกกลางได้บางส่วน ”นางอารดา กล่าว
ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯช่วง 2 เดือน ก็ลดลงเช่นกันถึง 25.16% ส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เพราะความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้คู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ แต่เมื่อศาลสูงสุดสั่งให้การเก็บภาษีตอบโต้ 19% เป็นโมฆะ และกลับมาเก็บภาษีที่ 10% ทำให้คำสั่งซื้อน่าจะกลับมา แต่กลับมาเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางซ้ำเติมอีก จึงต้องรอดูว่า คำสั่งซื้อจากสหรัฐฯจากกลับมาหรือไม่ ประกอบกับ หากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ อาจพลาดเป้าหมาย ที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน แต่กรมจะพยามช่วยเหลือผู้ส่งออกหาเส้นทางส่งออกอื่นๆ แทน แต่ยังไม่รู้จะคุ้มค่าหรือไม่
ส่วนการเจรจาจีทูจีขายข้าวไทยให้จีน นั้น ในล็อตแรก 4 หมื่นตัน ทางจีนทยอยส่งเรือมาขนสินค้า ซึ่งกำหนดส่งครบในเดือนมีนาคม จากนั้นกลางเดือนเมษายนจะเพิ่มเจรจาจีทูจีขายข้าวให้จีนอีก 5-6 หมื่นตันกับ COFCO รัฐบาลจีน ซึ่งยอมรับว่าปัญหาตอนนี้ คือกังวลเรื่องต้นทุนสูงขึ้นทุกด้าน แม้ราคาข้าวในประเทศยังทรงตัว วันนี้ราคาข้าวขาว 5%ไทยอยู่ที่ 360 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าเวียดนาม อินเดียและปากีสถานเล็กน้อย
สำหรับ ช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 ไทยส่งออกข้าวได้ประมาณ 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16 % มีมูลค่ากว่า 651 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 20,200 ล้านบาท) ลดลง 15.45% ซึ่งเหตุทำให้ปริมาณและราคาข้าวต่ำลง เนื่องจากสต๊อกตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงมากขึ้น รวมถึงนโยบายจำกัดการนำเข้าของประเทศผู้นำเข้าสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับค่าเงินบาทที่ปัจจุบันแม้เริ่มอ่อนค่าลง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งค่า ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออกข้าวไทย
นางอารดา กล่าวว่า สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ไทยเพิ่งจะส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้กับซาอุดิอาระเบีย แม้ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการขนส่งอยู่บ้าง จากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่กรมก็ได้ร่วมกับผู้ส่งออก และผู้นำเข้า ช่วยกันแก้ปัญหา เปลี่ยนเส้นทางกรขนส่ง จนสามารถส่งมอบให้กับซาอุดิอาระเบียได้ และแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก แต่ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก็ยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ซาอุฯยังคงยืนยันจะนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ช่วง 2 เดือนปี 69 ไทยส่งออกมันอัดเม็ด 70,000 ตัน มูลค่า 419.50 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 133.33% และ 132.87% ตามลำดับ ขณะที่ ภาพรวมการส่งออกมัน อยู่ที่ 900,000 ตัน มูลค่า 12,310.14 ล้านบาท ลดลง 32.33% และ 27.24% ตามลำดับ แต่ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน และซาอุดีอาระเบีย คาดว่า ปีนี้ น่าจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 6-7 ล้านตัน





