นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 24 มี.ค.69 ที่ผ่านมาที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.8 บาทต่อลิตร และเบนซิน 2 บาทต่อลิตร ว่าเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นสูงมาก
รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศเพื่อสะท้อนความเป็นจริงของตลาดโลก และเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีสถานะติดลบมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในแต่ละวันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยราคาน้ำมันอยู่วันละประมาณ 2,300 ล้านบาท แม้จะมีการปรับขึ้นราคาไปบ้างแล้วก็ตาม
ทั้งนี้หากไม่มีการขยับราคาขึ้นเลย กองทุนน้ำมันฯ จะไม่สามารถรับภาระต่อไปได้ไหวเนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานะทางการคลัง อย่างไรก็ตามรัฐบาลยังไม่ได้โยนภาระทั้งหมดให้ประชาชน โดยกองทุนฯ ยังคงสนับสนุนราคาอยู่กว่า 24 บาทต่อลิตรสำหรับน้ำมันดีเซล ซึ่งในระยะต่อไปก็ต้องดูราคาน้ำมันในตลาดโลกเพื่อประเมินสถานการณ์ที่จะกำหนดเพดานราคาดีเซลอีกครั้งหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้การปรับขึ้นราคาน้ำมันยังมีความสำคัญเนื่องจากช่วยป้องกันการลักลอบขายน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากราคาน้ำมันของไทยตอนนี้ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงไปถึงประมาณ 38.10 บาทต่อลิตร ในขณะที่อดีตราคาน้ำมันในมาเลเซียเคยถูกกว่าไทยประมาณ 10 บาท ความแตกต่างของราคาที่มากเกินไปนี้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันจากประเทศไทย ออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ดังนั้น การปรับราคาให้มีความใกล้เคียงกันจึงเป็นการลดแรงจูงใจ และป้องกันการรั่วไหลของน้ำมันไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสถานีบริการน้ำมัน นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบโดยกระทรวงมหาดไทยทั้ง 76 จังหวัด ยังไม่พบหลักฐานการกักตุนจากผู้ค้าแต่ความต้องการน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากเดิมที่ใช้เฉลี่ยวันละ 67 ล้านลิตร เป็น 82-84 ล้านลิตร และบางวันสูงถึง 110 ล้านลิตร
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลได้สั่งการให้ยกเลิกการเก็บน้ำมันสำรองส่วนเพิ่ม 0.5% ในเดือนมีนาคม และ 1.5% ในเดือนเมษายน เพื่อนำน้ำมันดังกล่าวอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการให้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันน้ำมัน B20 ออกสู่ตลาดสำหรับภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และประมง ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าน้ำมัน B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ
ในส่วนของการขอความร่วมมือจากโรงกลั่น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ศบก.ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงความเป็นไปได้ในการนำภาษีลาภลอย (Windfall Tax) มาใช้กับโรงกลั่นในช่วงที่มีกำไรสูงผิดปกติในช่วงที่เกิดสถานการณ์วิกฤตินี้ เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชน เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่มีการใช้กันอยู่
อย่างไรก็ตาม ยังต้องพิจารณาข้อกฎหมาย เพราะหากมีการดำเนินการจะต้องทำในเรื่องของการออก พ.ร.บ.หรือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ซึ่งวันนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งในวันนี้ต้องเข้าใจว่ายังไม่สามารถจะนำเข้า ครม.ได้แต่อย่างใด
“ในเรื่องดังกล่าวนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้สะท้อนคำหารือของเรากลับมาแต่ก็มีการหารือต่อไปเล็กน้อยว่าในขณะที่เขากำไร เราต้องขอแชร์ออกมาแต่ก็มีการหารือต่อว่า อ้าว แล้วถ้าเกิดถึงเวลาที่สงครามยุติแล้วเขาเกิดขาดทุน เราจะมี อะไรที่จะเยียวยาหรือไม่ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางกระทรวงท้วงติงมา เราก็คงจะต้องไปขอคิดแล้วขอทำการบ้านดูต่อไปว่าในส่วนนี้เราควรจะต้องทำอย่างไร” นายพิพัฒน์ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





