วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ส.อ.ท.ชี้ ยอดผลิตรถ ก.พ. 69 ที่ 1.18 แสนคัน ฟื้นไม่เต็มแรง ส่งออกทรงตัว-ขายวูบ

อุตฯยานยนต์ไทย “ฟื้นไม่เต็มแรง” ก.พ.ผลิต 1.18 แสนคัน โต 3.43% ส่งออกทรงตัว-ขายในประเทศยังหด กดดันจากเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ “EV โตแรงฝั่งผลิต แต่ยอดขายสะดุด”

KEY POINTS

  • ยอดผลิตรถยนต์เดือนก.พ. 2569 อยู่ที่ 117,952 คัน เพิ่มขึ้น 3.43% จากปีก่อน ถือเป็นการฟื้นตัวเล็กน้อย โดยได้แรงหนุนจากการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออก และรถกระบะเพื่อขายในประเทศ
  • การส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 81,195 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.05% ถือว่าทรงตัว แต่เริ่มมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจกระทบการขนส่ง
  • ยอดขายรถยนต์ในประเทศยังคงหดตัว อยู่ที่ 48,242 คัน ลดลง 2.17% จากปัจจัยกดดันด้านกำลังซื้อที่อ่อนแรง สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ และผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ
  • ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในประเทศลดลง 18.56% สวนทางกับการผลิตที่เติบโตสูง เนื่องจากสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปพึ่งพารถยนต์ไฮบริด (HEV) ที่ยังเติบโต

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือนก.พ.2569 ว่า เริ่มฟื้นตัวในฝั่งการผลิตและส่งออก แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศ และปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สำหรับการผลิตฟื้นตัวเล็กน้อย เดือนก.พ.2569 ไทยผลิตรถยนต์ได้ 117,952 คัน เพิ่มขึ้น 3.43% จากปีก่อน แม้ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยแรงหนุนหลักมาจาก รถยนต์นั่งเพื่อส่งออกโต 22.83% รถกระบะผลิตขายในประเทศพุ่ง 55.98% โดยรถกระบะ 1 ตัน ยังเป็นฐานการผลิตหลัก คิดเป็นกว่า 66% ของการผลิตทั้งหมด

สำหรับภาพรวม 2 เดือนแรกปี 2569 พบว่า ยอดผลิตรวม 236,338 คัน (+6.87%)

EV พุ่งแรงฝั่งผลิต แต่ยังเล็กในระบบ

กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังคงเติบโตสูงในเชิงการผลิต โดยรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ผลิต 3,846 คัน (+71.54%), รถกระบะไฟฟ้า ผลิต 460 คัน (+100%)

สะท้อนการเร่งลงทุน EV ของค่ายรถในไทย แต่ฐานยังเล็กเมื่อเทียบกับ ICE และ HEV

การส่งออกเดือนก.พ. อยู่ที่ 81,195 คัน (-0.05%) ถือว่า “ทรงตัว” โดยสัญญาณสำคัญมาจาก ตลาดตะวันออกกลางยังโตแต่เริ่มมีความเสี่ยง โดยรถบางส่วนต้อง “ชะลอขนส่ง” บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3

ทั้งนี้ ปี 2568 ไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน
 คิดเป็น 21.17% ของการส่งออกทั้งหมด โดยรถกระบะ 63.39% (ยังครองตลาด) และเริ่มมี EV ส่งออก แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง BEV 907 คัน และกระบะ BEV 52 คัน สำหรับมูลค่าส่งออกยานยนต์รวม 78,155 ล้านบาท (-5.90%)

อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศยังหด ขาย 48,242 คัน (-2.17%) โดยยอดขายรถยนต์ในประเทศยัง “อ่อนแรง” ซึ่งปัจจัยกดดันมาจาก  เศรษฐกิจโตต่ำ (คาด GDP 1.2%), สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ, ผู้บริโภคชะลอซื้อ รอความชัดเจนรัฐบาล และเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

EV ในประเทศ “สะดุด” หลังหมดมาตรการ

แม้การผลิต EV โตแรง แต่ “ยอดขายกลับลดลง” โดย BEV มียอดขาย 6,168 คัน (-18.56%) สาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ขณะที่ HEV โตต่อเนื่อง เป็น18.98% ขณะที่ PHEV หดตัวแรงติดลบ 55.33% สะท้อน “ผู้บริโภคยังพึ่งพาไฮบริด” มากกว่า BEV ในช่วงรอยต่อมาตรการ

ส่วนรถกระบะยังอ่อนแรง แม้เริ่มฟื้นบางส่วน โดยยอดขายกระบะ 12,998 คัน (-1.41%) แต่กระบะไฟฟ้าโตแรง +168.57% (เพราะฐานยังต่ำ) สะท้อนภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะ SMEs และภาคเกษตร

นอกจากนี้ ด้วยโครงสร้างการผลิต สะท้อนภาพที่ว่า ไทยยังพึ่งส่งออก โดยไทยผลิตเพื่อส่งออกที่ 68.68% ผลิตขายในประเทศเพียง 31.32% 

ภูมิรัฐศาสตร์กดดันอุตฯยานยนต์

สำหรับความเสี่ยงหลักมาจากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกาสนับสนุนอิสราเอลสู้รบกับอิหร่าน ส่งผลต่อ ราคาน้ำมัน และพลังงาน ค่าขนส่ง และประกันภัย และความเชื่อมั่นตลาดโลก โดยเฉพาะเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้า

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วง “ฟื้นตัวแบบไม่เท่ากัน” แม้ด้านบวกการผลิตเริ่มกลับมา EV โตแรงฝั่งอุตสาหกรรม การส่งออกยังประคองตัวได้ แต่ยังมีด้านลบ คือ ตลาดในประเทศยังอ่อนแรง EV สะดุดหลังหมดมาตรการ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง

"ทำให้ปี 2569 ถูกมองว่าเป็น “ปีหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของอุตสาหกรรม ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ EV กับแรงกดดันเศรษฐกิจโลก"
 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์