สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศต้องปรับขึ้น ในขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ถึงวันที่ 22 มี.ค.2569 ขาดทุนไปแล้ว 28,109 ล้านบาท
ขณะที่ค่าไฟฟ้ากำลังได้รับผลกระทบจากเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.2569 มีเรือขนส่ง LNG ส่งมอบมาถึงไทยผ่านช่อแคบฮอร์มุซเพียง 2 ลำ ขณะที่เดือน มี.ค.2569 ไทยมีความต้องการ 66,218 ล้าน Btu และเดือน เม.ย.2569 ต้องการ 61,901 ล้าน Btu
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการที่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วยเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) หลังเรือขนส่ง LNG จากกาตาร์จำนวน 3 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ตามกำหนดได้กระทบแผนจัดหาก๊าซช่วงสำคัญ
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อนุมัติให้ ปตท.เร่งจัดหา LNG จากแหล่งอื่นนอกพื้นที่ความขัดแย้ง โดยกำลังเจรจานำเข้าจากสหรัฐและซัพพลายเออร์อื่น 1.3 ล้านตัน เพื่อรองรับความต้องการใช้เดือน เม.ย.2569 และป้องกันความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิง
สถานการณ์ดังกล่าวกดดันราคาก๊าซตลาดโลกพุ่งขึ้นเร็ว โดยดัชนี JKM (Japan Korea Marker) ล่าสุดทะยานแตะระดับ 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 จากระดับปกติ 9-10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
แหล่งข่าว กล่าวว่า มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ กกพ.กำหนดให้การนำเข้า Spot LNG ต้องมีราคาต่ำกว่า JKM เป็นหลักแต่หากจำเป็นต้องซื้อในราคาสูงกว่าเพื่อรักษาความมั่นคงพลังงาน โดยผู้ประกอบการต้องขออนุมัติเป็นรายกรณี
ส่วนการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 แม้มีผู้ได้รับใบอนุญาตชิปเปอร์ 8 ราย แต่มีผู้นำเข้าจริงเพียงไม่กี่รายเป็นรายใหญ่ อาทิ ปตท., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากมีดีมานด์ต่ำทำให้ขาดอำนาจต่อรองราคา สุดท้ายยังต้องพึ่งซื้อก๊าซจาก ปตท.เป็นหลักในภาวะตลาดผันผวน เพราะเจรจาซื้อขายก๊าซทั้งสัญยาระยะยาวและระยะสั้นได้ ส่วนรายเล็กจะนำเข้าต้องซื้อช่วงราคาถูกจริง แต่ตอนนี้ราคาสูงแทบไม่มีใครอยากนำเข้า
“ส่วนมากโรงไฟฟ้าเอกชนหันนำเข้า LNG ตรง (Direct Import) เพื่อใช้เองในกลุ่มอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า (IPP/SPP) ลดการพึ่งพาก๊าซจาก ปตท.ช่วงภาวะราคาผันผวน เพราะการนำเข้าเองช่วยบริหารต้นทุนแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะช่วง Spot LNG ผันผวนสูงจากวิกฤติโลก ผู้เล่นขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหนัก มีดีมานด์สูงพอนำเข้าเองได้"
Pool Gas เสี่ยงต้นทุน LNG นำเข้าสูงขึ้น
ด้านนโยบายภายในนั้น รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาก๊าซ Pool Gas ซึ่งกำหนดราคาตามประเภทผู้ใช้ก๊าซ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ใช้ราคาเฉลี่ย 3 แหล่ง (อ่าวไทย เมียนมา และ LNG นำเข้า) ใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง (NGV) และภาคอุตสาหกรรมทั่วไป ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคา LNG นำเข้าที่สูงขึ้นช่วงสงครามตะวันออกกลาง
กลุ่มที่ 2 ใช้ราคาก๊าซอ่าวไทยใช้สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยราคาที่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซต้องหักส่วนลด 10% เพื่อนำมาเฉลี่ยต้นทุนรวม โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้โรงแยกก๊าซลดกำไรบางส่วนเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ทั้งนี้ โครงสร้างราคาก๊าซ Pool Gas มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2569 ในขณะที่ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย.2569 กำหนดค่า Ft ไว้ก่อนหน้านั้น จึงทำให้ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะมีผลต่อค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.2569 แต่ถ้ามีมาตรการตรึงไว้จะทำให้มีผลในงวด ก.ย.-ธ.ค.2569
สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 กระทรวงพลังงานจะใช้กลไกเฉลี่ยต้นทุน 4 เดือน เพื่อลดความผันผวน พร้อมเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ราว 10% ของระบบ เพื่อช่วยตรึงค่าไฟ (Ft) ไม่ให้พุ่งสูงมาก
“อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากราคาก๊าซโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานในระยะถัดไป”
เปิด 3 สูตรค่าไฟ “เอฟที” ต่างกันสุดขั้ว
นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้างวดใหม่มีทิศทางเพิ่มขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงความต้องการซื้อ LNG ของยุโรป (EU) ที่เร่งสต๊อกเพื่อรองรับความเสี่ยงสงคราม และฤดูหนาว ยิ่งกดดันราคาในตลาดโลก
ทั้งนี้ ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่า ค่าไฟควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แม้ภาครัฐอาจเลือก “ตรึงค่าไฟ” เพื่อบรรเทาภาระประชาชน แต่ควรสื่อสารต้นทุนจริงให้ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมรับรู้ เพื่อปรับตัว และเร่งประหยัดพลังงาน
รวมทั้ง กกพ.ได้จัดทำ 3 กรณีคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับงวดใหม่ ได้แก่
กรณีที่ 1 สะท้อนต้นทุนจริงเต็มรูปแบบ รวมภาระหนี้คงค้าง กฟผ. 36,000 ล้านบาท ค่าไฟพุ่งเป็น 4.59 บาท/หน่วย (+70 สตางค์)
กรณีที่ 2 ยังไม่ชำระหนี้คงค้าง กฟผ. ค่าไฟอยู่ที่ 4.08 บาท/หน่วย (+20 สตางค์)
กรณีที่ 3 ใช้เงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า (Claw Back) 9,400 ล้านบาท ช่วยลดภาระและยังไม่คืนหนี้ กฟผ.ค่าไฟเพิ่มเล็กน้อยเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย (+7 สตางค์)
นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยัง “ไม่นิ่ง” เนื่องจากต้องรอประเมินราคา LNG รอบใหม่ช่วงวันที่ 23-24 มี.ค.2569 ก่อนเสนอคณะกรรมการ กกพ.วันที่ 25 มี.ค.2569 และเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป
แหล่งข่าวระบุว่า ภาคนโยบายส่งสัญญาณต้องการตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยอาจใช้หลายกลไกเข้ามาอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงาน
อย่างไรก็ดี กฟผ.ยังคงแบกรับภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น หากไม่มีการทยอยชำระ อาจกระทบเสถียรภาพการเงินในระยะยาว
เตือนปลายปีนี้ค่าไฟเกิน 4 บาท
นายวรวิทย์ ระบุว่า ความน่ากังวลอยู่ที่ ค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค.2569 ซึ่งอาจปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย หากสงครามยังยืดเยื้อ ประกอบกับเข้าสู่ฤดูหนาวที่ความต้องการ LNG สูงขึ้น ขณะที่ไทยยังไม่มีเครื่องมือเพียงพอพยุงราคา อีกทั้งภาคธุรกิจจำนวนมากทำสัญญาซื้อขายสินค้าโดยอิงต้นทุนค่าไฟระดับต่ำ หากค่าไฟปรับขึ้นแรงอาจกระทบต้นทุนและความสามารถการแข่งขันทันที
พร้อมประเมินแหล่งผลิต LNG จากกาตาร์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุโจมตีจะใช้เวลา 3-5 ปี จึงกลับมาผลิตได้ปกติ ขณะที่ไทยมีสัญญานำเข้า LNG ระยะยาวจากกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี ทำให้ความผันผวนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อค่าไฟระยะถัดไป
ปัจจุบัน กกพ.มีเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า (Claw Back) ปัจจุบันมีเหลือ 9,400 ล้านบาท ซึ่งใช้ให้หมดเพราะเป็นเงินประชาชน ซึ่งเงินส่วนนี้คาดว่ามาอุดหนุนราคาค่าไฟเพียง 13 สตางค์ แต่การประกาศค่าไฟต้องประเมินถี่ถ้วน เพราะดูทั้งปัจจัยภายนอกและภายในและหากประกาศล่วงหน้าและสถานการณ์เปลี่ยนอาจผิดพลาด
ขณะที่การดูแลภาระหนี้ของ กฟผ.จะต้องให้ กฟผ.เตรียมรับมือความพร้อมการเงินด้วย เพื่อไม่ให้กลับไปแบกรับภาระหนี้เช่นเดิมได้ เพราะต้องยอมรับว่า กฟผ.เป็นเสาหลัก
รัฐบาลอาจต้องพิจารณาจัดงบมาช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นควรปรับขึ้นค่าไฟเพื่อส่งสัญญาณถึงการประหยัดพลังงานช่วงที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง
“แนวโน้มราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลก ปัจจุบันมีความผันผวน โดยเคยพุ่งสูงถึง 47 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ในช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน”
แก้น้ำมันขาดหน้าปั๊มจบสัปดาห์นี้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้หารือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ทั้งหมด และนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการภายในสัปดาห์นี้จะไม่มีสถานีบริการใดที่ไม่มีน้ำมันจำหน่าย
ทั้งนี้ ปัจจุบันเร่งแก้ไขปัญหา โดยอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบเกือบ 10,000 สถานีบริการ แต่ปริมาณการใช้พุ่งสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยวันละ 67 ล้านลิตร เป็น 82-84 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
รวมทั้งจะเพิ่มน้ำมันสูตรใหม่ ได้แก่ ไบโอดีเซล B20 ผ่านผู้ค้าอย่าง OR, บางจาก และเชลล์ ภายในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มเรือประมง รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) เพื่อช่วยกระจายน้ำมัน
สถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันดีขึ้น
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบคลังน้ำมัน ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมและ DSI โดยเข้าตรวจคลังน้ำมัน 8 จุดสำคัญ เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ IRPC ไม่พบสิ่งผิดปกติ
ทั้งนี้ปัญหาการขนส่งน้ำมันทางท่อและรถขนส่งทำได้ล่าช้า เนื่องจากท่อต้องส่งน้ำมันสลับชนิดตามปฏิทิน ประกอบกับปริมาณการใช้น้ำมันโดยเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้นกว่าปกติมาก โดยการใช้ดีเซลบางวันพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตร หรือเกือบ 2 เท่าของค่าเฉลี่ยปกติ โดยย้ำการแก้ปัญหาขนส่งให้ผ่อนคลายขนส่งได้ 24 ชั่วโมง ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่น ปั๊มบางจากที่เคยขาดน้ำมัน 400 แห่ง เหลือไม่ถึง 200 แห่ง
ส่วนปั๊มบางจากที่ติดป้ายว่าดีเซลหมดจะขายอีกครั้งวันที่ 1 เม.ย.2569 ได้สอบถามบางจากได้รับยืนยันหลังผ่อนคลายเกณฑ์สำรองน้ำมันจะนำน้ำมันส่วนนี้มาขายให้ประชาชนได้
อย่างไรก็ตามในส่วนของความพอเพียงของน้ำมันเชื้อเพลิงขอยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาเพิ่มตลอดเวลา โดยตั้งแต่วันที่ 1-20 มี.ค.2569 มีปริมาณกว่า 3,400 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการกลั่นใช้ในประเทศ
เข้มรายงานข้อมูลน้ำมันรายวัน
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ตลาดค้าปลีกและค้าส่ง (Jobber) มารวมกัน เพราะ Jobber ได้รับน้ำมันราคาแพงกว่าหน้าปั๊ม ทำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมและขนส่งหันมาเติมที่ปั๊มแทน ซึ่งขณะนี้ ผ่อนผันการนับสต๊อกและการสำรองน้ำมันเพื่อให้ผู้ค้านำน้ำมันออกมาให้บริการประชาชนมากขึ้น
นอกจากนี้ให้ความสำคัญการสร้างความโปร่งใสที่ต้องตรวจสอบได้ว่าน้ำมันไม่หายไปไหน โดยรัฐบาลบังคับให้ผู้ค้ามาตรา 7, มาตรา 10 และ Jobber กว่า 200 ราย รายงานการผลิต การรับ และการจำหน่ายน้ำมันทุกวันมาที่กรมธุรกิจพลังงาน
“ให้ผู้ค้า ม.7 โรงกลั่น และจ๊อบเบอร์ (Jobber) กว่า 200 ราย ต้องรายงานตัวเลขการผลิตและการจำหน่ายน้ำมันทุกวันมาที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเห็น Flow ของน้ำมันทั้งหมดว่ากระจายไปที่ไหน”
นายสราวุฒิ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่าจากตัวเลขเปรียบเทียบการผลิตและการใช้น้ำมันดีเซลระหว่างเดือน ม.ค.และ มี.ค.2569 ทำให้พบว่ามีตัวเลขแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยเดือน ม.ค.2569 มีการผลิต 76 ล้านลิตร/วัน ยอดใช้ 67 ล้านลิตร/วัน ทำให้มีน้ำมันเหลือเก็บสำรอง
แต่ปัจจุบันข้อมูลวันที่ 20 มี.ค.2569 ผลิตเพิ่มเป็น 80 ล้านลิตร/วัน แต่ยอดใช้สูงถึง 84 ล้านลิตร/วัน ทำให้ต้องดึงน้ำมันสำรองน้ำมันที่เป็น Working Stock มาใช้





