วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ค่าไฟ’ ระเบิดลูกใหม่พลังงาน จ่อดึงเงิน 3 การไฟฟ้าอุ้ม-ห่วง Pool Gas ใหม่ดันต้นทุน

‘ค่าไฟ’ ระเบิดลูกใหม่พลังงาน จ่อดึงเงิน 3 การไฟฟ้าอุ้ม-ห่วง Pool Gas ใหม่ดันต้นทุน

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศต้องปรับขึ้น ในขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ถึงวันที่ 22 มี.ค.2569 ขาดทุนไปแล้ว 28,109 ล้านบาท

ขณะที่ค่าไฟฟ้ากำลังได้รับผลกระทบจากเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.2569 มีเรือขนส่ง LNG ส่งมอบมาถึงไทยผ่านช่อแคบฮอร์มุซเพียง 2 ลำ ขณะที่เดือนมี.ค.2569 ไทยมีความต้องการ 66,218 ล้าน Btu และเดือน เม.ย.2569 ต้องการ 61,901 ล้าน Btu

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการที่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วยเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) หลังเรือขนส่ง LNG จากกาตาร์จำนวน 3 ลำ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ตามกำหนดได้กระทบแผนจัดหาก๊าซช่วงสำคัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อนุมัติให้ ปตท.เร่งจัดหา LNG จากแหล่งอื่นนอกพื้นที่ความขัดแย้ง โดยกำลังเจรจานำเข้าจากสหรัฐ และซัพพลายเออร์อื่น 1.3 ล้านตัน เพื่อรองรับความต้องการใช้เดือนเม.ย.2569 และป้องกันความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิง

สถานการณ์ดังกล่าวกดดันราคาก๊าซตลาดโลกพุ่งขึ้นเร็ว โดยดัชนี JKM (Japan Korea Marker) ล่าสุดทะยานแตะระดับ 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 จากระดับปกติ 9-10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

แหล่งข่าวกล่าวว่า มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และ กกพ.กำหนดให้การนำเข้า Spot LNG ต้องมีราคาต่ำกว่า JKM เป็นหลักแต่หากจำเป็นต้องซื้อในราคาสูงกว่าเพื่อรักษาความมั่นคงพลังงาน โดยผู้ประกอบการต้องขออนุมัติเป็นรายกรณี

ส่วนการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 แม้มีผู้ได้รับใบอนุญาตชิปเปอร์ 8 ราย แต่มีผู้นำเข้าจริงเพียงไม่กี่รายเป็นรายใหญ่ อาทิ ปตท., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากมีดีมานด์ต่ำทำให้ขาดอำนาจต่อรองราคา สุดท้ายยังต้องพึ่งซื้อก๊าซจาก ปตท.เป็นหลักในภาวะตลาดผันผวน เพราะเจรจาซื้อขายก๊าซทั้งสัญญาระยะยาว และระยะสั้นได้ ส่วนรายเล็กจะนำเข้าต้องซื้อช่วงราคาถูกจริง แต่ตอนนี้ราคาสูงแทบไม่มีใครอยากนำเข้า

“ส่วนมากโรงไฟฟ้าเอกชนหันนำเข้า LNG ตรง (Direct Import) เพื่อใช้เองในกลุ่มอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า (IPP/SPP) ลดการพึ่งพาก๊าซจาก ปตท.ช่วงภาวะราคาผันผวน เพราะการนำเข้าเองช่วยบริหารต้นทุนแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะช่วง Spot LNG ผันผวนสูงจากวิกฤติโลก ผู้เล่นขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมหนัก มีดีมานด์สูงพอนำเข้าเองได้"

‘ค่าไฟ’ ระเบิดลูกใหม่พลังงาน จ่อดึงเงิน 3 การไฟฟ้าอุ้ม-ห่วง Pool Gas ใหม่ดันต้นทุน

Pool Gas เสี่ยงต้นทุน LNG นำเข้าสูงขึ้น

ด้านนโยบายภายในนั้น รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาก๊าซ Pool Gas ซึ่งกำหนดราคาตามประเภทผู้ใช้ก๊าซ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ใช้ราคาเฉลี่ย 3 แหล่ง (อ่าวไทย เมียนมา และ LNG นำเข้า) ใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง (NGV) และภาคอุตสาหกรรมทั่วไป ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคา LNG นำเข้าที่สูงขึ้นช่วงสงครามตะวันออกกลาง

กลุ่มที่ 2 ใช้ราคาก๊าซอ่าวไทยใช้สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยราคาที่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซต้องหักส่วนลด 10% เพื่อนำมาเฉลี่ยต้นทุนรวม โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้โรงแยกก๊าซลดกำไรบางส่วนเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

ทั้งนี้ โครงสร้างราคาก๊าซ Pool Gas มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2569 ในขณะที่ค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย.2569 กำหนดค่า Ft ไว้ก่อนหน้านั้น จึงทำให้ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะมีผลต่อค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.2569 แต่ถ้ามีมาตรการตรึงไว้จะทำให้มีผลในงวด ก.ย.-ธ.ค.2569

สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.- ส.ค.2569 กระทรวงพลังงานจะใช้กลไกเฉลี่ยต้นทุน 4 เดือน เพื่อลดความผันผวน พร้อมเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ราว 10% ของระบบ เพื่อช่วยตรึงค่าไฟ (Ft) ไม่ให้พุ่งสูงมาก

“อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากราคาก๊าซโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานในระยะถัดไป”

เปิด 3 สูตรค่าไฟ “เอฟที” ต่างกันสุดขั้ว

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้างวดใหม่มีทิศทางเพิ่มขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงความต้องการซื้อ LNG ของยุโรป (EU) ที่เร่งสต๊อกเพื่อรองรับความเสี่ยงสงคราม และฤดูหนาว ยิ่งกดดันราคาในตลาดโลก

ทั้งนี้ ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่า ค่าไฟควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แม้ภาครัฐอาจเลือก “ตรึงค่าไฟ” เพื่อบรรเทาภาระประชาชน แต่ควรสื่อสารต้นทุนจริงให้ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมรับรู้ เพื่อปรับตัว และเร่งประหยัดพลังงาน

รวมทั้ง กกพ.ได้จัดทำ 3 กรณีคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับงวดใหม่ ได้แก่

กรณีที่ 1 สะท้อนต้นทุนจริงเต็มรูปแบบ รวมภาระหนี้คงค้าง กฟผ. 36,000 ล้านบาท ค่าไฟพุ่งเป็น 4.59 บาท/หน่วย (+70 สตางค์)

กรณีที่ 2 ยังไม่ชำระหนี้คงค้าง กฟผ. ค่าไฟอยู่ที่ 4.08 บาท/หน่วย (+20 สตางค์)

กรณีที่ 3 ใช้เงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า (Claw Back) 9,400 ล้านบาท ช่วยลดภาระ และยังไม่คืนหนี้ กฟผ.ค่าไฟเพิ่มเล็กน้อยเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย (+7 สตางค์)

นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยัง “ไม่นิ่ง” เนื่องจากต้องรอประเมินราคา LNG รอบใหม่ช่วงวันที่ 23-24 มี.ค.2569 ก่อนเสนอคณะกรรมการ กกพ.วันที่ 25 มี.ค.2569 และเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป

แหล่งข่าวระบุว่า ภาคนโยบายส่งสัญญาณต้องการตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยอาจใช้หลายกลไกเข้ามาอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงาน

อย่างไรก็ดี กฟผ.ยังคงแบกรับภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น หากไม่มีการทยอยชำระ อาจกระทบเสถียรภาพการเงินในระยะยาว

เตือนปลายปีนี้ค่าไฟเกิน 4 บาท

นายวรวิทย์ ระบุว่า ความน่ากังวลอยู่ที่ ค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค.2569 ซึ่งอาจปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย หากสงครามยังยืดเยื้อ ประกอบกับเข้าสู่ฤดูหนาวที่ความต้องการ LNG สูงขึ้น ขณะที่ไทยยังไม่มีเครื่องมือเพียงพอพยุงราคา อีกทั้งภาคธุรกิจจำนวนมากทำสัญญาซื้อขายสินค้าโดยอิงต้นทุนค่าไฟระดับต่ำ หากค่าไฟปรับขึ้นแรงอาจกระทบต้นทุน และความสามารถการแข่งขันทันที

พร้อมประเมินแหล่งผลิต LNG จากกาตาร์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุโจมตีจะใช้เวลา 3-5 ปี จึงกลับมาผลิตได้ปกติ ขณะที่ไทยมีสัญญานำเข้า LNG ระยะยาวจากกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี ทำให้ความผันผวนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อค่าไฟระยะถัดไป

ปัจจุบัน กกพ.มีเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า (Claw Back) ปัจจุบันมีเหลือ 9,400 ล้านบาท ซึ่งใช้ให้หมดเพราะเป็นเงินประชาชน ซึ่งเงินส่วนนี้คาดว่ามาอุดหนุนราคาค่าไฟเพียง ​13 สตางค์ แต่การประกาศค่าไฟต้องประเมินถี่ถ้วน เพราะดูทั้งปัจจัยภายนอก และภายใน และหากประกาศล่วงหน้าและสถานการณ์เปลี่ยนอาจผิดพลาด

ขณะที่การดูแลภาระหนี้ของ กฟผ.จะต้องให้ กฟผ.เตรียมรับมือความพร้อมการเงินด้วย เพื่อไม่ให้กลับไปแบกรับภาระหนี้เช่นเดิมได้ เพราะต้องยอมรับว่า กฟผ.เป็นเสาหลัก

รัฐบาลอาจต้องพิจารณาจัดงบมาช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นควรปรับขึ้นค่าไฟเพื่อส่งสัญญาณถึงการประหยัดพลังงานช่วงที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

“แนวโน้มราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลก ปัจจุบันมีความผันผวน โดยเคยพุ่งสูงถึง 47 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ในช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน”

แก้น้ำมันขาดหน้าปั๊มจบสัปดาห์นี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้หารือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ทั้งหมด และนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการภายในสัปดาห์นี้จะไม่มีสถานีบริการใดที่ไม่มีน้ำมันจำหน่าย 

ทั้งนี้ ปัจจุบันเร่งแก้ไขปัญหา โดยอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบเกือบ 10,000 สถานีบริการ แต่ปริมาณการใช้พุ่งสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยวันละ 67 ล้านลิตร เป็น 82-84 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

รวมทั้งจะเพิ่มน้ำมันสูตรใหม่ ได้แก่ ไบโอดีเซล B20 ผ่านผู้ค้าอย่าง OR, บางจาก และเชลล์ ภายในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มเรือประมง รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) เพื่อช่วยกระจายน้ำมัน

สถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันดีขึ้น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบคลังน้ำมัน ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม และ DSI โดยเข้าตรวจคลังน้ำมัน 8 จุดสำคัญ เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ IRPC ไม่พบสิ่งผิดปกติ

ทั้งนี้ปัญหาการขนส่งน้ำมันทางท่อ และรถขนส่งทำได้ล่าช้า เนื่องจากท่อต้องส่งน้ำมันสลับชนิดตามปฏิทิน ประกอบกับปริมาณการใช้น้ำมันโดยเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้นกว่าปกติมาก โดยการใช้ดีเซลบางวันพุ่งสูงถึง 100 ล้านลิตร หรือเกือบ 2 เท่าของค่าเฉลี่ยปกติ โดยย้ำการแก้ปัญหาขนส่งให้ผ่อนคลายขนส่งได้ 24 ชั่วโมง ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่น ปั๊มบางจากที่เคยขาดน้ำมัน 400 แห่ง เหลือไม่ถึง 200 แห่ง 

ส่วนปั๊มบางจากที่ติดป้ายว่าดีเซลหมดจะขายอีกครั้งวันที่ 1 เม.ย.2569 ได้สอบถามบางจากได้รับยืนยันหลังผ่อนคลายเกณฑ์สำรองน้ำมันจะนำน้ำมันส่วนนี้มาขายให้ประชาชนได้

อย่างไรก็ตามในส่วนของความพอเพียงของน้ำมันเชื้อเพลิงขอยืนยันว่าประเทศไทยมีปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาเพิ่มตลอดเวลา โดยตั้งแต่วันที่ 1-20 มี.ค.2569 มีปริมาณกว่า 3,400 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการกลั่นใช้ในประเทศ

เข้มรายงานข้อมูลน้ำมันรายวัน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ตลาดค้าปลีกและค้าส่ง (Jobber) มารวมกัน เพราะ Jobber ได้รับน้ำมันราคาแพงกว่าหน้าปั๊ม ทำให้ลูกค้าอุตสาหกรรม และขนส่งหันมาเติมที่ปั๊มแทน ซึ่งขณะนี้ ผ่อนผันการนับสต๊อก และการสำรองน้ำมันเพื่อให้ผู้ค้านำน้ำมันออกมาให้บริการประชาชนมากขึ้น

นอกจากนี้ให้ความสำคัญการสร้างความโปร่งใสที่ต้องตรวจสอบได้ว่าน้ำมันไม่หายไปไหน โดยรัฐบาลบังคับให้ผู้ค้ามาตรา 7, มาตรา 10 และ Jobber กว่า 200 ราย รายงานการผลิต การรับ และการจำหน่ายน้ำมันทุกวันมาที่กรมธุรกิจพลังงาน 

“ให้ผู้ค้า ม.7 โรงกลั่น และจ็อบเบอร์ (Jobber) กว่า 200 ราย ต้องรายงานตัวเลขการผลิต และการจำหน่ายน้ำมันทุกวันมาที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเห็น Flow ของน้ำมันทั้งหมดว่ากระจายไปที่ไหน”

นายสราวุฒิ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากตัวเลขเปรียบเทียบการผลิต และการใช้น้ำมันดีเซลระหว่างเดือนม.ค.และ มี.ค.2569 ทำให้พบว่ามีตัวเลขแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยเดือน ม.ค.2569 มีการผลิต 76 ล้านลิตร/วัน ยอดใช้ 67 ล้านลิตร/วัน ทำให้มีน้ำมันเหลือเก็บสำรอง 

แต่ปัจจุบันข้อมูลวันที่ 20 มี.ค.2569 ผลิตเพิ่มเป็น 80 ล้านลิตร/วัน แต่ยอดใช้สูงถึง 84 ล้านลิตร/วัน ทำให้ต้องดึงน้ำมันสำรองน้ำมันที่เป็น Working Stock มาใช้

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์