"การบินไทย" หารือบอร์ดสัปดาห์นี้ ลุยแผนระยะสั้นรับมือวิกฤติตะวันออกกลาง ชะลอการลงทุนไม่เร่งด่วน พยุงกระแสเงินสดในมือ 1.2 แสนล้านบาท รองรับความไม่แน่นอน ขณะที่ผลกระทบปัจจุบันยอดบุ๊กกิ้งล่วงหน้าลดลง 10% เทียบกับปีก่อน สะท้อนผู้โดยสารเริ่มปรับแผนลดการเดินทาง
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินที่ได้ฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด-19 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุช่วงวันที่ 28 ก.พ.-14 มี.ค.2569 เที่ยวบินทั่วโลกถูกยกเลิกและล่าช้าแล้วมากกว่า 40,000 เที่ยวบิน
ขณะที่จำนวนเที่ยวบินตามแผนลดลงจาก 564,779 เที่ยวบิน เหลือ 524,779 เที่ยวบิน เนื่องจากเส้นทางที่ผ่านตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วน 8% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด
รวมทั้งผู้ประกอบการสายการบินกำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง มีผลกระทบชัดเจน คือ ราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet A-1) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิมประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 220 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้การบินไทยได้ทยอยปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้น 10-15% เพื่อสอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ส่วนอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (เคบิ้นแฟกเตอร์) ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 90% แต่กลับพบว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง โดยพบว่ายอดจองล่วงหน้า (บุ๊กกิ้ง) ปรับลดลงราว 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้แผนรับมือของการบินไทยในขณะนี้ คือการอยู่นิ่ง พิจารณาชะลอแผนลงทุนไปก่อน เพื่อรักษากระแสเงินสดที่มีอยู่ 1.2 แสนล้านบาทให้มากที่สุด
“ตอนนี้เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายเท่ากับช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19ที่ครั้งนั้นไม่สามารถทำการบินได้เลย ไม่มีรายได้เข้ามา แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางนี้ ยังทำการบินในเส้นทางอื่นๆ ได้ แต่หากสถานการณ์ลากยาวไปอีก 2 เดือน หรือจนถึงเดือน พ.ค.นี้ ราคาน้ำมันไปถึง 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็จำเป็นต้องปรับแผน ปรับค่าตั๋วให้ครอบคลุมกับต้นทุน” นายชาย กล่าว
นายชาย กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การบินไทยหารือฝ่ายบริหารเพื่อประเมินผลกระทบและวางแผนรับมือ โดยคาดว่าจะใช้มาตรการรับมือระยะสั้น อยู่นิ่งเอาตัวรอด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจนกว่าสถานการณ์จะชัดเจน เช่น การเปลี่ยนอุปกรณ์บนเครื่องบิน (Equipment) หากอันไหนยังใช้งานได้ให้ใช้ไปก่อน
ทั้งนี้จะมีการหารือกับคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทยภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาแผนรับมือ ซึ่งยังเชื่อว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะไม่หนักหนาเท่ากับตอนฟื้นฟูกิจการ และไม่ลากยาวเหมือนการเกิดโควิด-19 เพราะมีปัจจัยช่วงเดือน พ.ย.2569 ที่สหรัฐจะมีเลือกตั้งกลางเทอมเกิดขึ้น
ชะลอแผนลงทุนที่ยังไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าเดือน พ.ค.นี้ แน่นอนว่าจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเป้าหมายรายได้ของการบินไทยในปี 2569 ที่เดิมวางไว้ 2 แสนล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 5% จากปีก่อน
ดังนั้นก็จะมีการพิจารณาแผนรองรับวิกฤติเพิ่มขึ้น โดยอาจมีการลดความถี่ ปิดจุดบินบางเมือง และเพิ่มเติมจากการชะลอแผนลงทุนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อคงกระแสเงินสดในมือให้มากที่สุด เพราะธุรกิจสายการบินสิ่งจำเป็นที่สุด คือ การที่มีเงินสดในมือเพื่อรองรับความไม่แน่นอน
สำหรับแผนการลงทุนระยะยาว การบินไทยยังคงเดินหน้าโครงการสำคัญอย่างโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังเดินหน้าตามกระบวนการ และจะดำเนินการในพื้นที่เดิม แม้จะมีวิกฤตตะวันออกกลางจะไม่มีการชะลอแผนเพราะถือเป็นโครงการลงทุนที่มีความสำคัญ
เช่นเดียวกับแผนการรับมอบเครื่องบินใหม่เพิ่มเติมในปี 2569 อีก 28 ลำ รวมฝูงบินในปีนี้ 102 ลำ ยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิม เพราะหากยังทบทวนแผนในช่วงนี้อาจทำให้การบินไทยต้องเสียโอกาส เนื่องจากการจัดหาเครื่องบินเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาดำเนินการ
เข้มบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน
นายชาย กล่าวด้วยว่า การบริหารความเสี่ยงเรื่องของต้นทุนน้ำมัน ขณะนี้การบินได้บริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันล่วงหน้า (hedging) ไว้ที่ประมาณ 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยจะสิ้นสุดในเดือน มิ.ย.2569 ส่วนหลังจากนั้นจะทำ hedging เพิ่มหรือไม่ยังคงต้องประเมินสถานการณ์ เพราะหากทำตอนนี้คงยังไม่เหมาะ เนื่องด้วยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก ถือว่ามีความเสี่ยงสูง
แต่อย่างไรก็ดี เรื่องต้นทุนน้ำมันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกสายการบิน ประเด็นสำคัญของการทำธุรกิจคือการบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดในช่วงวิกฤติที่เกิดขึ้น
สายการบินเสนอปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน
ส่วนประเด็นข้อเสนอต่อรัฐบาลนั้น ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเชิงนโยบายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค โดยใช้สายการบินสัญชาติไทยเป็นกลไกหลักในการไปสู่เป้าหมายนั้น
รวมทั้งการบินไทยจะมีการหารือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อพิจารณาปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) โดยหากได้รับอนุมัติจะชดเชยกับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้
“การปรับราคาค่าโดยสารและมาตรการต่างๆ เป็นไปเพื่อความอยู่รอดขององค์กร ไม่ใช่การฉวยโอกาสทางธุรกิจในช่วงที่ซัพพลายในตลาดน้อย เป็นการปรับราคาเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพียงแค่ทำเพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนน้ำมัน ให้บริษัทอยู่รอดได้ เพราะถ้าเราไม่ขึ้นราคาค่าโดยสาร องค์กรก็อยู่ไม่รอด”
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจสายการบินนั้น น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนราว 30% ต่อเที่ยวบิน ซึ่งขณะนี้การบินไทยแบกรับต้นทุนน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
รวมทั้งดันสัดส่วนต้นทุนนี้เพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 40-50% ต่อเที่ยวบิน ทำให้จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาค่าบัตรโดยสาร 10-15% ในทุกเส้นทางบิน เพื่อสะท้อนต่อต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ โดยจะเป็นการปรับเพิ่มในส่วนของค่า Fuel Surcharge ซึ่งรวมไว้ในราคาบัตรโดยสารแล้ว





