เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง สินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดจะปรับราคาเพิ่มขึ้น แต่ในปีนี้ปัจจัยที่นอกเหนือจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ยังมีสงครามที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จึงเป็นผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้นไปอีก โดยเฉพาะราคาเนื้อหมู และไข่ไก่
นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาหมูมีการขยับตัวขึ้นว่าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่การฉวยโอกาสปรับราคาแต่อย่างใด อากาศร้อนจัด ส่งผลให้หมูโตช้าลงกว่าปกติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลานี้ เมื่อหมูใช้เวลาในการเติบโตนานขึ้น แต่ความต้องการในตลาดยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นตามวงจรเศรษฐกิจจึงส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นตามกลไกตลาด อุปสงค์และอุปทาน
ที่ผ่านมาเกษตรกรแบกรับสภาวะขาดทุนสะสม 2-3 ปีแล้ว หากดูโครงสร้างต้นทุนตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) อยู่ 68 บาท/กิโลกรัม(กก. )ราคาขายจริงในบางพื้นที่ยังคงต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะการขายในลักษณะรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ราคาอาจอยู่ที่เพียง 66 บาทต่อกก. ซึ่งรวมค่าขนส่งแล้วด้วยซ้ำ การปรับราคาขายตอนนี้ 68-72 บาท/กก.ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ปริ่มทุนหรือเกือบจะเท่าทุนเท่านั้น และราคานี้ยังถือว่าต่ำหากเทียบกับในอดีตเคยขึ้นไปถึง 90 บาท
“หากคิดราคาหน้าฟาร์มตอนนี้เป็นราคาขายปลีกเนื้อหมูส่วนมาตรฐาน เช่น เนื้อแดง เนื้อสะโพก หรือเนื้อไหล่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของผู้บริโภค ยังคงมีราคาอยู่ที่ประมาณ 130-140 บาท/กก. ซึ่งการที่ไปสำรวจแล้วพบราคา 165 บาท นั้นคาดว่าจะเป็นหมูสันในที่มีการตัดแต่งเป็นพิเศษ เป็นคนละประเภทกัน ซึ่งหมูที่ขายได้เป็นราคาหมูสันในนั้นก็ไม่ได้มีสัดส่วนมากนัก หากเทียบเป็นชิ้นส่วนในหมูตัวหนึ่งจึงอยากขอความเป็นธรรมให้เกษตรกรด้วยเกษตรกรก็ไม่ต่างจากประชาชนก็เป็นผู้บริโภคเหมือนกัน”
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ซ้ำเติมต้นทุนการผลิตขณะนี้ คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาและปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสูตรอาหาร รวมทั้งยังมีสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ที่จำเป็นในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น โปรไบโอติก และสารเสริมต่างๆ ในสูตรอาหารสัตว์ ล้วนเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น
ดังนั้น เมื่อต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นเกษตรกรจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกขั้นตอนการผลิตเช่นกัน นอกจากปัจจัยการผลิตแล้ว ปัญหาสงครามตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จนกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความท้าทาย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10-20% หรือมาอยู่ที่ประมาณ 33 บาทเศษ นอกจากราคาจะสูงขึ้นแล้ว ปัญหาที่หนักกว่าคือการขาดแคลนน้ำมัน ในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรต้องไปเข้าคิวรอเติมน้ำมันเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรอบการขนส่งหมูที่มีชีวิตที่รอไม่ได้
นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด กล่าวว่า ในทุกปีช่วงหน้าบวกกับอากาศที่ร้อนจัดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของไก่ ทำให้ไก่กินอาหารได้น้อยลงและสุขภาพอ่อนแอลง แต่ในปีนี้สภาพอากาศมีความรุนแรงและแปรปรวนเป็นพิเศษ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลงประมาณ 3-5% โดยประมาณ
นอกจากปริมาณที่ลดลงแล้ว ขนาดของไข่ไก่ยังเล็กลง เนื่องจากสภาวะอากาศเช่นนี้ ไก่ไม่สามารถให้ไข่ขนาดใหญ่ได้ตามปกติใน ส่งผลให้ไข่เบอร์ใหญ่ (เช่น เบอร์ 0) ขาดแคลนอย่างหนักในท้องตลาด โดยขนาดไข่ส่วนใหญ่อาจลดลงจากเบอร์ 0 กลายเป็นเบอร์ 1 หรือลดลงถึง 2 ขนาดในบางกรณี ซึ่งสถานการณ์ความร้อนนี้คาดว่าจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 เดือนก่อนจะเข้าสู่ฤดูฝน
“แม้ราคาประกาศจะอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง แต่ในความเป็นจริงผลผลิตไข่ไก่ล้น ทำให้ราคาซื้อขายจริงเหลือเพียง 2.70 - 2.90 บาทต่อฟองเท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนสะสมมานานกว่า 2-3 เดือน เมื่อเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากจึงต้องตัดสินใจ “ปลดไก่” หรือลดจำนวนการเลี้ยงลงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปริมาณไข่ไก่ในระบบลดลงและราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาด”
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตจากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจ การเกษตร(สศก.) ประเมินไว้ที่ 3.20 บาท/ฟอง นั้นก็เท่ากับราคาประกาศเป็น 3.40 บาท จึงช่วยให้เกษตรกรพอจะมีกำไรเพียงเล็กน้อย เพื่อประคองตัวให้อยู่รอดได้ และราคาไข่ยังเป็นว่าเป็นอาหารโปรตีนที่ราคาต่ำสุดเมื่อเทียบกับอาหารโปรตีนอื่นๆ
“ราคาปรับขึ้นไป 20 สตางค์ ยังไม่ทันจะกำไรก็ต้องมาเจอกับปัจจัยความท้าทายใหม่ สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้านำเข้าโดยเฉพาะกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในอาหารไก่ไข่ รวมถึงเคมีภัณฑ์และค่าน้ำมันขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกัน บีบคั้นให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในเดือนต่อๆ ไป ผลกระทบจากต้นทุนเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นภาระหนักที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับไว้ เราไปกำหนดกฎเกณฑ์อะไรเองไม่ได้ กลไกตลาดและกลไกราคามันทำงานของมันเอง เมื่อทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ เราจึงอยากให้เข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้วงการไก่ไข่และทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดไปด้วยกันได้”





