วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

‘อีอีซี’ลุยไฟปัจจัย‘สงคราม-การค้าโลกป่วน’ ปี69‘อุตฯดิจิทัล-การเมืองนิ่ง’หนุนจีดีพีโต2.5%

‘อีอีซี’ลุยไฟปัจจัย‘สงคราม-การค้าโลกป่วน’       ปี69‘อุตฯดิจิทัล-การเมืองนิ่ง’หนุนจีดีพีโต2.5%

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านก็ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบ เส้นทางการค้าทั่วโลก

เห็นได้ชัดแล้วว่า กลยุทธ์ไม่ได้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพต่อโลกแห่งการทำงานอีกต่อไป แต่เกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เป็นเรือธงด้านการลงทุนของประเทศไทยต้องการวางทิศทางการพัฒนาไปสู่การยกระดับประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เมื่อเร็วๆนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เผยแพร่ข้อมูล "ภาคการผลิตข้อมูลจากภาวะเศรษฐกิจอีอีซี ไตรมาส 4 ปี 2568 (ต.ค.-ธ.ค.) และแนวโน้ม "  สาระสำคัญระบุว่า  แนวโน้มเศรษฐกิจของพื้นที่อีอีซีปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.5% ส่วนปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% โดยประมาณ 

ปัจจัยสำคัญมาจากแรงสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และยานยนต์ไฟฟ้า ที่ทยอยเข้าสู่ระยะก่อสร้าง ประกอบกับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) การประกาศเขตส่งเสริมเพิ่มเติม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

สำหรับปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ 1. การจัดตั้งรัฐบาลและความต่อเนื่องทางการเมืองและมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง 2. การขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ขั้นสูงในระยะถัดไปหลังจากที่ได้รับการอนุมัติ 3. แนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากกิจกรรมนานาชาติขนาดใหญ่ 

ส่วนปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ 1. แรงกดดันราคาน้ำมันดิบ ค่าการเดินเรือ จากความตึงเครียดในภาคตะวันออกกลางต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันหลัก (ช่องแคบฮอร์มุซ) และความเสี่ยงที่อาจปานปลายและยืดเยื้อ ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 2. ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐ และพัฒนาการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่สูง และแรงกดดันต่อความสามารถแข่งขันจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน 

รายงานยังระบุถึง การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ เพิ่มสูงขึ้น โดยปีงบประมาณ 2569 ผลการเบิกจ่าย ณ ไตรมาส 1 รวมประมาณ 14,293.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 41% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 8,368.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% รายจ่ายลงทุน 5,925.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% 

“การใช้จ่ายของภาครัฐสำหรับการพัฒนาพื้นที่อีอีซี เพิ่มขึ้นเนื่องจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อให้เงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศ”

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO ระบุในโอกาสเป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการกำกับการศึกษางานจ้างที่ปรึกษา โครงการจัดทำ แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินในภาพรวม แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค และแผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร พ.ศ. 2571–2575 ครั้งที่ 1/2569  ว่าที่ประชุมกำกับ ติดตาม และให้ข้อเสนอแนะในการจัดทำ แผนพัฒนาอีอีซีระยะถัดไป (พ.ศ. 2571–2575) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายการพัฒนาประเทศ และบริบทสถานการณ์โลกด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

โดยมุ่งส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มศักยภาพในการรองรับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว

สำหรับภาวะเศรษฐกิจของพื้นที่อีอีซี ทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.6%  ส่วนไตรมาส 4 ขยายตัว2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยมีแรงกดดันจากภาคเกษตรกรรมที่หดตัวต่อเนื่อง ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ไม่ได้รับจำนวนนักท่องเที่ยวสูงอย่างปีก่อนส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในอัตราชะลอลงตามกำลังซื้อที่ยังเปราะบางในบางกลุ่ม 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้ช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ขณะเดียวกันในภาคอุตสาหกรรม แม้จำนวนโรงงานเปิดใหม่และการจ้างงานใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การลงทุนรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่และการยกระดับเทคโนโลยีในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบกับสัญญาณฟื้นตัวของการผลิตในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ปรับดีขึ้นช่วงปลายปีโดยรวม

“เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ขยายตัวแบบมีแรงพยุงจากภาครัฐและการลงทุนมูลค่าสูง ขณะที่ภาคเกษตร อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยถ่วงที่จำกัดการขยายตัวในภาพรวม”

รายงานระบุว่า การเปิด-ปิดโรงงานอุตสาหกรรมนั้นซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซี พบว่า โรงงานที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการและขยายกิจการมีจำนวน 85 แห่ง ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 4,716 คน มูลค่าการลงทุนรวม 37,937 ล้านบาท โดยโรงงานในกลุ่มผลิตพลังงานไฟฟ้า ยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด

ขณะที่โรงงานที่เลิกกิจการ มีจำนวน 17 แห่ง มีมูลค่าการลงทุนรวม 5,556 ล้านบาท และกระทบต่อการจ้างงาน 1,160   คนทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนโรงงาน การจ้างงานและมูลค่าการลงทุนสุทธิในปลายปี 2568 ที่ผ่านมายังคงเป็นบวก

ด้านพื้นที่คงเหลือขาย-ให้เช่า ในนิคมอุตสาหกรรม ที่พบว่า อีอีซี ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของนิคมอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศกว่า 52 แห่ง ซึ่งปัจจุบันคงเหลือพื้นที่สำหรับขาย-ให้เช่า เพื่อประกอบกิจการกว่า 19,120 ไร่ สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับการลงทุนใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น เขตอุตสาหกรรมทั่วไป (GIZ) จำนวน 16,742 ไร่,เขตประกอบการเสรี (IFZ) จำนวน 566 ไร่ และเขตพื้นที่พาณิชยกรรม (CM) จำนวน 1,812 ไร่ 

ด้านภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ อีอีซี คิดเป็นสัดส่วนรายได้ในพื้นที่ 89.1% และสัดส่วนจำนวนนักท่องเที่ยว 11.1% ของทั้งประเทศ พบว่า อยู่ในภาวะชะลอตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 10.3 ล้านคน ลดลง 6.8% และมีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 92.3 พันล้านบาท ลดลง 6%  เช่นเดียวกับภาคการเกษตร พบว่าดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรของทุกจังหวัดลดลง โดยชลบุรี ลดลง 4.8% ระยอง ลดลง 12.3% ฉะเชิงเทรา ลดลง 12.7% 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงคราม และเศรษฐกิจโลกกำลังเป็นความท้าทายของอีอีซีที่จะยืนระยะการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายเพราะที่ตั้งและศักยภาพของอีอีซีท่ามกลางวิกฤตนั้นอาจเปลี่ยนเป็นโอกาสใหม่ได้

‘อีอีซี’ลุยไฟปัจจัย‘สงคราม-การค้าโลกป่วน’       ปี69‘อุตฯดิจิทัล-การเมืองนิ่ง’หนุนจีดีพีโต2.5%