นายอนุทิน ชาญวีรกูล รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย โดยกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ
การเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ของนายอนุทิน เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาที่มีความท้าทายรออยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ที่เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่รอการปลดชนวนหลายลูก ดังนี้
1.การบริหารสถานการณ์วิกฤติพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อและมีความเสี่ยงลุกลาม โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้เกิด Risk Premium ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันผันผวนระดับสูง
ทั้งนี้ แม้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะประเมินกรณีฐาน (Base Case) ของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในปี 2569 ไว้ระดับเฉลี่ย 58-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ระยะสั้นจากภาวะสงครามมีนักวิเคราะห์ประเมินว่า กรณีปิดล้อมเส้นทางขนส่งราคาน้ำมันพุ่งทะลุแนวต้านแตะระดับ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รวมทั้งกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) ราคาเฉลี่ยอาจพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยที่ต้องอุดหนุนราคาเพื่อลดผลกระทบประชาชน โดยสถานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบมากกว่า 12,000 ล้านบาท จากการตรึงราคาดีเซล 15 วัน
รวมทั้งการบริหารสถานการณ์นี้รัฐบาลต้องบริหารทั้งปริมาณและราคา โดยด้านปริมาณนั้น นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ให้ความเชื่อมั่นว่าจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มคลี่คลายภายใน 2 สัปดาห์
ส่วนการบริหารราคาต้องอาศัยการกำหนดเพดานราคาดีเซล เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นสูงมากจนกระทบค่าครองชีพประชาชนมากเกินไปจนเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองมายังรัฐบาลเอง
2.มาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ โดยแม้ศาลสูงสหรัฐตัดสินให้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบโดยกฎหมาย แต่สหรัฐยังใช้นโยบายปกป้องทางการค้า (Trade Protectionism) ที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งการประกาศกำแพงภาษีสินค้านำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และเพิ่มรายได้จากภาษีโดยเน้นประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ
ล่าสุดสหรัฐประกาศใช้มาตรา 301 กับ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งไทย โดยมีสินค้าที่เข้าข่ายเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ที่สหรัฐกล่าวหาว่าไทยทุ่มตลาด จนมีกำลังผลิตส่วนเกินทำให้ได้ดุลการค้าสหรัฐจำนวนมาก
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยต้องตั้งทีมพูดคุยและทำงานร่วมกับสหรัฐต่อเนื่องก่อนที่ไทยจะถูกตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีและมาตรการทางการค้าอื่น ซึ่งการรับมือกับมาตรการภาษีจากสหรัฐต้องทำควบคู่การหาตลาดส่งออกใหม่ และเร่งเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกของไทย
หนี้สาธารณะเงื่อนตาย“เศรษฐกิจ”
3.ความเสี่ยงการคลังรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 66% หรือสูงกว่า 12.66 ล้านล้านบาท แม้ยังอยู่ภายใต้กรอบเพดานวินัยการคลังที่ 70% แต่เป็นระดับต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เนื่องจากเป็นระดับพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ของประเทศลดต่ำลงมากจากอดีต
ทั้งนี้หากรัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระกระตุ้นเศรษฐกิจและการอุดหนุนราคาพลังงานต่อเนื่อง จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เดิม ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางอีกครั้ง
ปัญหานี้อาจกระทบเครดิตเรตติ้งของประเทศหลังจากปี 2568 ฟิทส์ เรตติ้ง และมูดีส์ ลดมุมมอง (Outlook) ต่อเศรษฐกิจไทยจากระดับมีเสถียรภาพ (Stable) ลงสู่เชิงลบ Negative เป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลต้องระวังหากจะทำมาตรการให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
จับตาเงินเฟ้อไทยเพิ่มสูงขึ้น
4.อัตราเงินเฟ้อ ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในเดือน มี.ค.2569 กระทรวงพาณิชย์ส่งสัญญาณว่าระดับเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นหลังจากที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือน
ขณะที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าหากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.9% แต่หากระดับราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะคาดการณ์ยากแต่มีแนวโน้มจะสูงกว่า 3%
ระดับราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและค่าขนส่ง ทำให้เกิดการปรับขึ้นราคาสินค้าจำนวนมาก ซึ่งแม้ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคบางตัวจะทรงตัว แต่ระดับฐานรากประชาชนยังเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่วิ่งนำหน้ารายได้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นถูกผลักภาระมายังสินค้าอุปโภคบริโภค
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ที่จัดทำโดยกระทรวงพาณิชย์ เดือน ก.พ.2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.7 ซึ่งแม้เป็นสถิติสูงสุดรอบ 9 เดือน โดยรับอานิสงส์จากความหวังเรื่องเสถียรภาพการเมืองหลังเลือกตั้ง แต่ตัวดัชนียังต่ำกว่าระดับ 100 มาก สะท้อนผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังกังวลราคาสินค้าแพงขึ้น และระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย
รวมทั้งกำลังซื้อที่แท้จริงยังคงเปราะบางและฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ซึ่งถือว่าเป็นอีกโจทย์ที่ยากของรัฐบาลที่จะประคองกำลังซื้อให้ดีขึ้นต่อเนื่องในภาวะที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
คดีการเมือง : ฮั้ว สว-เขากระโดงแผลรัฐบาล
5. เสถียรภาพรัฐบาล จากคดีการเมือง นับเป็นอีกจุดเสี่ยงที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทย หนีไม่พ้น คดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. แน่นอนว่า ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ “พรรคประชาธิปัตย์” งัดวาทกรรม “คดีฮั้ว สว.” ขึ้นมาดิสเครดิตตัวคุณสมบัติ “อนุทิน” กลางสภาฯ ระหว่างลงมติเลือกบุคคลสมควรเป็นนายกฯ
ท่ามกลางความลือที่มีความไปได้ว่าอาจมีการปล่อยผีคดี ฮั้ว สว. ในชั้นอนุกรรมการสืบสวนของ กกต. ตรงนี้กลายจุดเปราะบางจุดหนึ่ง เป็นจุดบอดที่กระทบความน่าเชื่อถือของรัฐบาลพรรคภูมิจไทย ท่ามกลางแบ็กอัป “รัฐพันลึก” โอบอุ้มให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
ส่วนคดีเขากระโดง ก็เป็นอีกคดีที่ถูกปล่อยข่าวว่าอาจถูกตัดตอนไม่ต่างจากคดี “ฮั้ว สว.” แม้ล่าสุด “กรมสอบสวคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) ออกเอกสารข่าวชี้แจงสื่อคดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
2 คดีดังกล่าวถือเป็นตราบาปหลอกหลอนติดตัวพรรคภูมิใจไทย หากแม้ท้ายที่สุดคดีจะถูกยกฟ้อง ก็ยังคงกระทบต่อสภาพความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปมทุจริต-ซื้อโหวต ฉุด ภท.
อีกจุดเสี่ยงในอนาคต คือประเด็นเรื่องทุจริตภายในรัฐบาล แม้ตัว นายอนุทิน จะประกาศสัญญาประชาคมให้คำมั่นจะควบคุมการทำงานของรัฐมนตรีให้เข้มงวด มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่หากเกิดประเด็นอื้อฉาวจุดเสี่ยงย่อมทำให้คะแนนนิยมของ “ผู้นำ” ถดถอยลงได้
อีกทั้งการต่อรองทางการเมืองภายในพรรครัฐบาลผสม ย่อมต้องมีตลอด 4 ปีนับจากนี้ เพราะด้วยสภาพรัฐบาลผสม การต่อรอการขอโครงการต่างๆ หลังมีการใช้สรรพกำลังในช่วงเลือกตั้งอย่างมโหฬารจะเกิดขึ้น
โดยเฉพาะกระแสข่าวการทุ่มทุนซื้อเสียงโหวตกลางสภา จนกระทั่งล่าสุดเกิด สส.งูเห่า สีส้ม “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน กล้าเปิดหน้าขานชื่อ “อนุทิน” โหวตสวนมติพรรคประชาชน
จุดนี้กำลังเป็นจุดเสี่ยงกระทบความเชื่อมั่นวิกฤตศรัทธาฝ่ายนิติบัญญัติที่มีพรรคสีน้ำเงินเป็นพรรคอันดับ 1 ในสภา
ห่วงกระตุ้นระยะสั้น "ไม่ลืมหูลืมตา"
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องสงครามอิหร่าน มี 3 ส่วน คือ น้ำมันก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเคมีภัณฑ์ เช่น ปุ๋ย และพลาสติก โดยสิ่งสำคัญต้องวางแผนรับมือเนิ่นๆ เพราะคู่ขัดแย้งยังหาทางลงไม่ได้ทำให้ซัพพลายเชนมีปัญหาและนำไปสู่การชะงักงันในการผลิตและปัญหาเงินเฟ้อ
สำหรับการทำงานของรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้เห็นบทบาท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่เร่งคุมราคาสินค้า และพยายามไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภคที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นการทำงาน ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทช่วยเร่งเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
“แม้จะเห็นการเร่งทำงานของรัฐมนตรีในทีมเศรษฐกิจรัฐบาล แต่ต้องยอมรับว่าเครื่องมือที่มีอยู่อาจประคองปัญหาได้แค่ 3-4 เดือนเท่านั้น ดังนั้นถ้าความปั่นป่วนของสงครามไปไกลกว่านี้ต้องเริ่มคิดเรื่องระยะยาวจะทำให้ประเทศรอดได้” นายนณริฏ กล่าว
ส่วนประเด็นรับมือหนี้สาธารณะสูงและการจัดอันดับเครดิตของสถาบันการจัดอันดับเครดิตระดับโลก เห็นว่าเมื่อระดับหนี้สาธารณะสูงจะทำให้มีงบประมาณรับมือกับวิกฤติมีจำกัด
ทั้งนี้ รัฐบาลชุดที่แล้วนำเงินมาแจกโครงการคนละครึ่งทำให้เหลืองบประมาณน้อยลง และตอนนี้ยังไม่เห็นทางออกที่เป็นชิ้นเป็นอันจากกระทรวงการคลัง ซึ่งกังวลว่าจะคิดเป็นแต่ขยายเพดานหนี้นำมาอุ้มราคาพลังงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ
"รัฐบาลควรเริ่มแคมเปญลดการใช้พลังงานสู้วิกฤติได้แล้ว โดยยกระดับการเตือนภัยและเริ่มหาทางออกชั่วคราว เช่น เพิ่มกลับการใช้ถ่านหินระยะสั้น เร่งสนับสนุนพลังงานทางเลือก" นายนณริฏ กล่าว





