นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า เตรียมแถลงแนวทางการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ เอฟที งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ในแต่ละทางเลือกต่างๆ ภายหลังการประชุมในวันที่ 25 มี.ค.นี้
ทั้งนี้ เนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทำให้ประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้า ก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยแอลเอ็นจีที่เพิ่มจากประมาณ 12 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เป็น 25 ดอลลาร์ล้านบีทียู ทำให้ค่าเอฟทีเพิ่มขึ้นประมาณ 58 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 9 เดือน อยู่ที่ 32.93 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา
นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการ กกพ. กล่าวว่าเบื้องต้นได้หารือถึงแนวทางการนำเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) ที่คำนวณเกินไว้ในค่าไฟฟ้างวดก่อนหน้า หรือ Claw back 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟฟ้าทั้งหมด และเจรจากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะยังไม่รับชำระเงินค้างจ่ายค่าเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ 36,000 ล้านบาท ในงวดนี้ที่จะทำให้ค่าไฟปรับขึ้นประมาณ 7 สตางค์ต่อหน่วย
”รัฐบาลควรต้องพิจารณาจัดงบมาช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน ขณะที่ ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นๆ ควรจะต้องมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า เพื่อส่งสัญญาณถึงการประหยัดพลังงานในช่วงที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤติสงครามอิหร่านในตะวันออกกลาง“
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าควรต้องสะท้อนต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แท้จริงให้ประชาชนทราบ เพื่อจะได้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ โดยหากไม่มีมาตรการใดๆ เข้าไปช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2569 จะปรับขึ้นจากราคาเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 4.59 บาทต่อหน่วยตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น





