วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม 2569

Login
Login

โครงสร้างราคาก๊าซใหม่ ‘วุ่น’ ดันต้นทุนผลิตไฟฟ้า-โรงงานอุตสาหกรรม

โครงสร้างราคาก๊าซใหม่ ‘วุ่น’ ดันต้นทุนผลิตไฟฟ้า-โรงงานอุตสาหกรรม

การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 มีมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ โดยแยกราคาก๊าซตามลักษณะการใช้งาน และมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2569 และส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซเป็นรูปแบบ Energy Pool Price ตามลักษณะผู้ใช้ก๊าซ ดังนี้

1.ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง (NGV) และภาคอุตสาหกรรม จะใช้ราคา Pool Price ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของก๊าซจาก 3 แหล่ง ได้แก่ อ่าวไทย เมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า

2.ราคาก๊าซธรรมชาติที่เข้าและออกจากโรงแยกก๊าซ รวมถึงก๊าซที่ใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ใช้ต้นทุนเท่ากับราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

ทั้งนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่เข้าโรงแยกก๊าซจะมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่นำมาคำนวณใน Pool Price อยู่ที่ 10% ซึ่งโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นผู้รับภาระส่วนต่างราคา และเปิดโอกาสให้ทบทวนโครงสร้างราคาได้ หากสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแปลงหรือมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ ว่า โครงสร้างราคาก๊าซแบบใหม่ส่งผลให้กลุ่มผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั่วไป แบกรับต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยส่วนต่าง 91 บาท/MMBTU คิดเป็นสัดส่วน 46% ที่สูงกว่าราคาก๊าซของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

สำหรับราคาที่แตกต่างนี้อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและค่าไฟฟ้าในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะสงครามจะยิ่งทำให้ส่วนต่างราคาเพิ่มมากขึ้นไปอีก ค่าไฟฟ้าจะแพงมากขึ้นกระทบประชาชนและกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงใช้ราคาก๊าซที่อ่าวไทยจึงไม่ได้มีส่วนร่วมรับภาระราคาก๊าซที่สูงขึ้น ดังนี้

1.กลุ่มผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป และกลุ่ม NGV ใช้ก๊าซที่ราคา 287 บาท/MMBTU

2.กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก๊าซที่ราคา 196 บาท/MMBTU ซึ่งเป็นราคาจากก๊าซอ่าวไทย

สำหรับแนวทางดังกล่าวแตกต่างจากโครงสร้างราคาก๊าซจาก Single Pool Price ที่ใช้ระหว่างปี 2567-2568 ซึ่งกำหนดให้กลุ่มผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป กลุ่ม NGV และกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใช้ก๊าซที่ราคาเท่ากันที่ 282 บาท/MMBTU

แหล่งข่าวจากวุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้มีการหารือถึงผลกระทบจากโครงสร้างราคาก๊าซ โดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาราคาค่าไฟฟ้า คณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา ได้ประชุมวันที่ 16 มี.ค.2569 เพื่อพิจารณาศึกษาและติดตามการปรับใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติตามมติ กพช.วันที่ 28 พ.ย.2568 

สำหรับการหารือครั้งนี้ได้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทุกภาคส่วน โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมทั่วไปและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อสอบถามข้อมูลการปรับโครงสร้างราคาก๊าซที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้

แหล่งข่าว กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนอความเห็นเปรียบเทียบโครงสร้างราคาก๊าซที่บังคับใช้ปี 2559 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปและกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า รับต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยมีส่วนต่าง 91 บาท/MMBTU คิดเป็น 46% สูงกว่าราคาก๊าซของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้คงการใช้โครงสร้าง Single Pool Price ที่ใช้อยู่ในปี 2567-2568 ต่อไปที่ทุกกลุ่มใช้ก๊าซที่ราคาเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมต่อต้นทุนก๊าซสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไปและก๊าซสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปมีความกังวลต่อราคาก๊าซที่สูงขึ้น โดยได้มีการประเมินผลกระทบเสนอสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดังนี้

1.ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นจากการกำหนดโครงสร้างราคาใหม่ทำให้ต้นทุนก๊าซสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปสูงขึ้น เพราะต้องแบกรับสัดส่วน LNG นำเข้าที่มีราคาสูงกว่าและผันผวนมากกว่า

2.ต้นทุนไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นทำให้ศักยภาพการแข่งขันลดลง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านพยายามตรึงราคาพลังงานเพื่อดึงดูดการลงทุน

3.ความเสี่ยงต่อการย้ายฐานการการผลิตจากนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้

4.การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Wet Gas ไม่ควรเกิดขึ้นจากการแลกกับต้นทุนภาคอุตสาหกรรมทั่วไปที่สูงขึ้น ซึ่งควรตั้งราคาก๊าซให้เป็นราคาเดียวกัน (Single Pool Gas) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไปต้องการให้รัฐบาลคงหลักการ Single Pool Gas ที่ใช้ราคาแก๊ซจากทุกแหล่งมาถัวเฉลี่ยกัน ประกอบด้วย อ่าวไทย เมียนมา และ LPG นำเข้า เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยต่ำที่สุดสำหรับค่าไฟฟ้าประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรม ส.อ.ท.ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก กลุ่มอุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

สำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ใช้ก๊าซในกระบวนการผลิตที่กังวลผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและผลกระทบต่อเนื่องถึงค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชน