วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ย้อน ‘Oil Shock 1973’ ไทยคลอด กม.ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน ‘เครื่องมือเก่า’ จ่อปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง?

ย้อน ‘Oil Shock 1973’ ไทยคลอด กม.ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน  ‘เครื่องมือเก่า’ จ่อปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง?

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน และนำเข้าน้ำมันทำให้มีความเสี่ยงและความเปราะบางทางเศรษฐกิจเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น หากย้อนไปในอดีตประเทศไทยเคยเจอกับวิกฤติน้ำมันในระดับที่เรียกว่า “Oil Shock”มาแล้วหลายครั้งได้แก่  

1. วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 (ปี 1973 - 1974) ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2516 – 2517 ซึ่งสาเหตุมาจากสงครามยมคิปปูร์และการคว่ำบาตรของกลุ่ม OAPEC อียิปต์และซีเรียได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบในช่วงวันหยุดทางศาสนา ทำให้องค์กรประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาหรับ (OAPEC) ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (OPEC) ตัดสินใจใช้ น้ำมัน เป็นอาวุธทางการเมือง โดยประกาศ คว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน (Oil Embargo) ไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์

นอกจากการคว่ำบาตรแล้ว กลุ่ม OAPEC ยังลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานจากประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขึ้นไปเกือบ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ภายในเวลาไม่กี่เดือน ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง ขาดดุลการค้าหนัก และเป็นหนึ่งในปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

2. วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 (ปี 1979 – 1980) ตรงกับประเทศไทยในปี พ.ศ.2522-2523 เนื่องจากเกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน (Iranian Revolution) ตามด้วยสงครามอิรัก-อิหร่าน ทำให้การผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางชะงักงัน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ถือว่า "สาหัส" เพราะไทยยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง รัฐบาลต้องประกาศขึ้นราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าหลายครั้ง เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งทะลุ 10-20% ประชาชนและสหภาพแรงงานประท้วงหนัก จนในที่สุด พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องประกาศลาออกกลางสภาในปี 2523 และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งต่อมาได้ผลักดันนโยบาย "โชติช่วงชัชวาล" นำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันต่างชาติอย่างจริงจัง

ย้อนกลับไปในวิกฤติน้ำมันครั้งแรกในปี 2516 ที่เกิด “Oil Shock 1973” รัฐบาลมีการออกกฎหมาย พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516  ทั้งนี้ในวิกฤติน้ำมันในปี 2569 ที่เริ่มก่อตัวขึ้น ที่ประชุม ครม.ได้มีการพูดถึงเครื่องมือทางกฎหมายที่อาจจะนำมาใช้หากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยิ่งทวีความรุ่นแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความ มั่นคงทางพลังงานของประเทศจนเลื่อนระดับความรุนแรงเข้าสู่ระดับรุนแรงมาก (สีแดง) ซึ่งวัดจากการจัดหาน้ำมัน เชื้อเพลิงหยุดชะงักมากกว่า 6 เดือน หรือการจัดหาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหยุดชะงักมากกว่า 14 วัน และระดับ ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงสู่ระดับสำรองตามกฎหมาย

กระทรวงพลังงานอาจพิจารณาเสนอ นายกรัฐมนตรีใช้บังคับมาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกัน ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516  และอาจเสนอให้มีการใช้บังคับมาตรการประหยัดพลังงาน โดยใช้อำนาจพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 เช่น การกำหนดเวลาเปิด ปิด ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงมาตรการเคอร์ฟิวเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมัน เชื้อเพลิง เป็นต้น

สาระ พ.ร.ก.แก้ไขป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน

สำหรับ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกัน ภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ที่ออกมาแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงจากวิกฤติในปี 2516 มีสาระสำคัญว่าโดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ทวีสูงขึ้นเป็นลำดับ และน้ำมันดิบที่จะหาซื้อ ได้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศสูงตามไปด้วย และจะ ก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นในประเทศไทย ฉะนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคง ของประเทศและความผาสุกของประชาชน จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ดังกล่าวให้ทันต่อเหตุการณ์

ในการนี้นายกรัฐมนตรีจำต้องมีอำนาจในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ได้โดยฉับพลันไม่จำต้องให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แยกปฏิบัติการตามกฎหมายที่มีอยู่ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.การผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การมีไว้ในครอบครอง การสำรองและการ ส่งออกนอกราชอาณาจักรและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด

2.การผลิตหรือการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น

3.การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น หรือการดำเนิน กิจการที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น เช่น

- กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขการดำเนินกิจการโรงงาน

- กำหนดวันเวลาในการเปิดและปิดและเงื่อนไขในการดำเนินกิจการของ โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สถานบริการ ภัตตาคาร หรือสถานบันเทิงอื่น ๆ

- กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขในการใช้ยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็น ยานพาหนะที่ใช้ในกิจการสาธารณะหรือยานพาหนะส่วนบุคคล การใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคาร ในการโฆษณาและในสถานที่อื่นๆ

- การปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด ในการปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมอบหมายให้บุคคล หนึ่งบุคคลใดหรือคณะกรรมการซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นปฏิบัติการแทนได้ โดยจะกำหนด เงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ คำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการอย่างหนึ่งอย่างใดให้แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ และเมื่อได้มีการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชกำหนดนี้ ให้ นายกรัฐมนตรีแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ

- ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจ แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้ง มีอำนาจเข้าไป ในสถานที่ใด ๆ หรือสั่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใดๆได้

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากนายกรัฐมนตรีต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่ เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือขัดขวางหรือไม่ให้ ความสะดวกแก่ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการ ตามอำนาจหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในเรื่องนี้ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่รัฐบาลได้เตรียมการนำมาใช้ หากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยาวนาน จนทำให้เกิดภาวะ Oil Shock ขึ้นเหมือนในอดีตอีกครั้ง แต่ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นเนื่องจากประเทศไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันสูงกว่า 100 วัน