เว็ปไซต์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม รายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก
ปัจจัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดระหว่างประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น และสร้างความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของอุปทานพลังงานในหลายประเทศ
"เวียดนาม"ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบด้านพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงได้ดำเนินมาตรการเชิงนโยบายเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศ
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้กฤษฎีกาหมายเลข 72/2026/NĐ-CP (Decree No. 72/2026/NĐ-CP) เพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าแบบพิเศษภายใต้หลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured Nation: MFN) สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องบางรายการ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงานจากตลาดโลก และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ อัตราภาษี MFN เป็นอัตราภาษีที่ใช้กับประเทศคู่ค้าซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)
ดังนั้น การปรับลดภาษีในครั้งนี้จึงถือเป็นมาตรการเชิงนโยบายด้านการค้าและพลังงานที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง
ภายใต้กฤษฎีกาดังกล่าว อัตราภาษี MFN สำหรับน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและวัตถุดิบสำหรับการผสมเบนซิน (Gasoline Blending Components) เช่น RON95 ได้รับการปรับลดจาก 10 % เหลือ 0 % ขณะที่อัตราภาษีสำหรับน้ำมันดีเซล (Diesel) และเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ปรับลดจาก 7 %เหลือ 0 %
นอกจากนี้ วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมัน เช่น แนฟทา (Naphtha) รีฟอร์เมต (Reformate) และคอนเดนเสท (Condensate) ก็ได้รับการปรับลดอัตราภาษีลงเหลือ 0 % เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 และอาจมีการพิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้เพิ่มเติม หากสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกยังคงมีความผันผวนสูง
จากมุมมองเชิงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การปรับลดภาษีนำเข้าดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และช่วยให้ผู้ประกอบการพลังงานสามารถกระจายแหล่งนำเข้าได้มากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนาม ระบุว่า ในปี 2568 เวียดนามนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 9.9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,800 ล้านดอลลาร์ โดยน้ำมันดีเซลมีสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมาคือน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงอากาศยาน ขณะที่แหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเวียดนามกับเครือข่ายการค้าพลังงานในภูมิภาคเอเชีย
ในขณะเดียวกัน เวียดนามยังนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณมากเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการกลั่นภายในประเทศ โดยในปีเดียวกันมีการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 14.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,700 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ คูเวตเป็นแหล่งจัดหาน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็นประมาณ 80 % ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด โดยเฉพาะสำหรับโรงกลั่นน้ำมันหงีเซิน (Nghi Son Refinery) ซึ่งใช้วัตถุดิบหลักจากคูเวต
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นาย Pham Minh Chinh นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Sheikh Ahmed Abdullah Al-Ahmad Al-Sabah นายกรัฐมนตรีคูเวต เพื่อยืนยันความร่วมมือในการรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาน้ำมันดิบให้แก่เวียดนามในระยะต่อไป
ปัจจุบัน โรงกลั่นน้ำมันหลักของเวียดนาม ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันหงีเซิน (Nghi Son Refinery) และโรงกลั่นน้ำมันดุงกว๊าต (Dung Quat Refinery) สามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศได้ประมาณ 70 % ของการบริโภคทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดภายในประเทศ ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง รัฐบาลเวียดนามจึงได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนามระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากพันธมิตรต่างประเทศประมาณ 4 ล้านบาร์เรล เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของอุปทานพลังงานในระยะสั้น
การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันภายใต้หลัก MFN ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเวียดนามในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงานจากตลาดระหว่างประเทศเท่านั้น
แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานภายในประเทศ ลดความเสี่ยงด้านอุปทาน และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามในระยะต่อไป
สคต.ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ให้ความเห็นว่า การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของเวียดนามภายใต้หลักการการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง ลงเหลือ 0 % มีแนวโน้มส่งผลให้โครงสร้างการแข่งขันในตลาดพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของภูมิภาคมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
โดยเฉพาะในบริบทที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนและอุปทานอยู่ในภาวะตึงตัว มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาน้ำมันจากตลาดโลก ทำให้ผู้ประกอบการในเวียดนามสามารถกระจายแหล่งนำเข้าได้กว้างขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในภาคการผลิตและโลจิสติกส์ของเวียดนามมีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการดังกล่าว ในเชิงโครงสร้างการค้า มาตรการนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มการแข่งขันระหว่างผู้ส่งออกพลังงานจากหลายภูมิภาคเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าพลังงานในอาเซียนในระยะต่อไป
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น มาตรการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดทั้งแรงกดดันและโอกาสในเชิงการแข่งขัน กล่าวคือ การเปิดเสรีภาษีนำเข้าภายใต้กรอบ MFN อาจทำให้ผู้ส่งออกพลังงานจากประเทศนอกกรอบความตกลงการค้าเสรีสามารถเข้าสู่ตลาดเวียดนามได้มากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีความเข้มข้นขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งผู้ประกอบการไทยที่มีการลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในเวียดนามอาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานเป็นปัจจัยการผลิตหลัก เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก โลจิสติกส์ และการขนส่ง
ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการของนโยบายพลังงานและมาตรการด้านภาษีนำเข้าของเวียดนามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพิจารณาปรับกลยุทธ์ด้านการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการค้าและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน
รวมถึงการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและปิโตรเคมีในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากตลาดพลังงานโลกยังคงมีความผันผวนสูงในระยะต่อไป มาตรการด้านภาษีและการค้าของเวียดนามลักษณะดังกล่าวอาจกลายเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในภูมิภาค รวมถึงผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ในตลาดเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น





