เลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ทวีความร้อนแรงก่อนวันชี้ชะตา 30 มี.ค. 2569 เมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้เผชิญความผิดปกติรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กร หลังพบขบวนการสร้าง “นอมินี-สวมสิทธิ์” ผ่านเครือข่ายดีลเลอร์ทั่วประเทศ หวังชิงความได้เปรียบในการโหวต
แหล่งข่าวจากภาคอุตสาหกรรม กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ขบวนการดังกล่าวมีลักษณะเป็น “การทุจริตเชิงโครงสร้าง” โดยบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งใช้เครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ของบริษัทแห่งหนึ่ง ดึงเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกสามัญของ ส.อ.ท. ทั้งที่เดิมไม่ได้มีบทบาทในองค์กร โดยกลไกสำคัญคือ
- เสนอ “ออกค่าสมาชิกให้ทั้งหมด”
- กำหนดเงื่อนไขให้ใส่ชื่อ “พนักงานบริษัทใหญ่” เป็นผู้แทนใช้สิทธิ์คนที่ 3
- ให้พนักงานดังกล่าวไปลงคะแนนแทนในวันเลือกตั้ง
ส่งผลให้ดีลเลอร์จำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็น SME ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการเลือกตั้งด้วยตนเอง
“นี่ไม่ใช่แค่การซื้อเสียงทั่วไป แต่เป็นการออกแบบระบบเพื่อควบคุมเสียงโหวตล่วงหน้า ซึ่งพบเส้นทางการเงินที่โอนจากส่วนกลางเพื่อชำระค่าสมาชิกให้ดีลเลอร์นับ 100 ราย"
สมาชิกพุ่งผิดปกติ สะท้อนเกมช่วงชิงอำนาจ
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ตั้งแต่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้สมัครสมาชิกสามัญเพิ่มขึ้นราว 500–1,000 ราย ทำให้ปัจจุบัน ส.อ.ท.มีสมาชิกประมาณ 16,000 ราย ในจำนวนนี้กว่า 10,000 รายมีสิทธิ์เลือกตั้ง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการ “เร่งสร้างฐานเสียง” ก่อนเส้นตายชำระค่าสมาชิกวันที่ 31 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน
ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานส.อ.ท. ในครั้งนี้ถือว่ามีความรุนแรงและผิดแผกไปจากขนบธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาตลอด 20-30 ปี แม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ระหว่างนายเกรียงไกร เธียรนุกุล กับ นายสมโภชน์ อาหุนัย จะถือว่าเป็นการแข่งขันที่รุนแรงแล้ว แต่การแข่งขันในครั้งนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่า โดยจุดแตกต่างที่สำคัญคือการมี "ทุจริตซื้อเสียง" เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมโหฬาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการแข่งขันครั้งก่อนๆ
"การทำลายธรรมเนียมปฏิบัติกว่า 30 ปี ที่อยู่ในสภาฯ มานานกว่า 20-30 ปี ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน ถือเป็นการกระทำที่จงใจและโจ่งแจ้งจนผิดธรรมเนียมที่สภาฯ เคยยึดถือมา"
นอกจากนี้ หลักฐานการทุจริตที่ชัดเจน (Money Trail) ความรุนแรงครั้งนี้มาพร้อมกับหลักฐานที่มัดตัวแน่น โดยเฉพาะ "เส้นทางการเงิน" (Money Trail) ที่ระบุว่ามีการโอนเงินมาจากส่วนกลางเพื่อจ่ายค่าสมาชิกให้กับดีลเลอร์ที่เป็นนอมินี ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอย่างรุนแรง
อีกทั้ง ยังพบว่ามีการจับมือกับ "ขั้วอำนาจเดิม" ที่มีความขัดแย้งที่ซับซ้อนขึ้นเนื่องจากมีการจับมือกันระหว่างแคนดิเดตคนใหม่กับ "กลุ่มขั้วอำนาจเดิม" ที่เคยพ่ายแพ้ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ปม “ฟ้องกองปราบ” ถูกมองเป็นเกมการเมือง
รวมถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ มีการนำเรื่องที่จบไปแล้วอย่างการตรวจสอบเอกสารที่จังหวัดลำปาง มาฟ้องร้องต่อกองปราบปรามเพื่อหวังผลทางการเมืองและบีบให้คู่แข่งลาออก ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายาม "วางยา" หรือสร้างหลักฐานเท็จในเชิงโครงสร้าง
การร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม กรณีปลอมแปลงเอกสารสมาชิกในจังหวัดลำปาง ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้าย
โดยแหล่งข่าว กล่าวยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นเก่าที่ผ่านการตรวจสอบและยุติในระดับคณะกรรมการตั้งแต่เดือนก.ย. 2568 ไปแล้ว แต่ถูกนำมาใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” เพื่อกดดันคู่แข่ง ซึ่งหลายคนได้ตั้งคำถามว่า อาจเป็นความพยายาม “ตัดวงจรคู่แข่ง” ผ่านกระบวนการกฎหมายในช่วงก่อนเลือกตั้ง
ชิงดำ 2 ขั้ว “ลูกหม้อ 21 ปี” ปะทะ “บิ๊กคอร์ป”
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง 2 แคนดิเดตหลักที่มีจุดแข็งต่างกันชัดเจน คือ
1. นายอภิชิต ประสพรัตน์ ตัวแทน “สายเลือด ส.อ.ท.” ที่ทำงานในองค์กรยาวนานกว่า 21 ปี มีฐานเสียงจากเครือข่าย SME และสมาชิกในภูมิภาค
2. นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท., รองประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทใน ส.อ.ท. ไม่ถึง 2 ปี
แหล่งข่าวประเมินว่า เกมเลือกตั้งรอบนี้เป็นการปะทะกันระหว่าง “ประสบการณ์-เครือข่ายเดิม” กับ “ทุนและคอนเนคชั่นภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่”
เดิมพันเก้าอี้ ส.อ.ท. เชื่อมอำนาจนโยบายรัฐ
ขณะที่ นักวิเคราะห์ในภาคอุตสาหกรรม มองว่า สาเหตุที่การแข่งขันรุนแรงผิดปกติ มาจาก “น้ำหนักของตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำองค์กรเอกชน แต่เป็นตัวแปรสำคัญในโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ โดยบทบาทสำคัญครอบคลุมทั้ง
- การเป็นตัวแทนเอกชนในคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ
- การขับเคลื่อนการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกลไกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- การมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม
- การเชื่อมโยงนโยบายรัฐกับภาคธุรกิจ
รวมถึงอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น เขตการค้าเสรี (FTA) มาตรฐานสินค้า และทิศทางอุตสาหกรรมอนาคต
ห่วง “ธรรมาภิบาล” กระทบภาพลักษณ์ประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากข้อกล่าวหาการสวมสิทธิ์และซื้อเสียงเป็นจริง จะถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่กระทบความน่าเชื่อถือขององค์กร และอาจลุกลามไปถึงภาพลักษณ์ของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก ดังนั้น คำถามสำคัญคือ "เราจะยอมให้ตำแหน่งนี้ถูกแลกด้วยเงินและวิธีการที่บิดเบือนระบบหรือไม่"
ดังนั้น ไทม์ไลน์สำคัญ การเลือกตั้งกรรมการ ส.อ.ท. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 มี.ค. 2569 ก่อนที่กรรมการชุดใหม่จะลงมติเลือกประธานภายใน 30 วัน ซึ่งตามธรรมเนียมมักเกิดขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์ ก่อนเปลี่ยนตัว
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “ศึกภายในองค์กร” แต่เป็นจุดชี้ขาดทิศทางการนำภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจโลก ที่ทั้งความโปร่งใสและเสถียรภาพนโยบายกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก





