วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม 2569

Login
Login

'บีโอไอ' จ่อชง ครม. 'อนุทิน2' เร่ง 3 วาระดึงอุตสาหกรรมอนาคต

'บีโอไอ' จ่อชง ครม. 'อนุทิน2' เร่ง 3 วาระดึงอุตสาหกรรมอนาคต

ความตึงเครียดของสงครามอิหน่านในตะวันออกกลาง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก จาก “ความเสี่ยง” สู่ “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับประเทศไทย ในการยกระดับบทบาทเป็นฐานการผลิตที่มั่นคงและปลอดภัยของโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สงครามและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจทั่วโลก ทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านวัตถุดิบที่เริ่มตึงตัว

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังเร่งให้บริษัทข้ามชาติปรับโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่ โดยมองหา “ฐานการผลิตใหม่” ที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และสามารถรองรับความต่อเนื่องของธุรกิจได้ในระยะยาว

ชง ครม.ใหม่ เร่ง 3 วาระดึงอุตสาหกรรมอนาคต

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้โอกาสหลุดมือ บีโอไอเตรียมเสนอ 3 วาระเร่งด่วนต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายหลังมีอำนาจเต็ม เพื่อเร่งดึงดูดการลงทุนและรักษาโมเมนตัมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่

1. เดินหน้ามาตรการ EV ต่อเนื่อง รักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ในอาเซียน โดยผลักดันมาตรการสนับสนุนทุกเซกเมนต์ ควบคู่การเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Localization) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย

2. เร่งยุทธศาสตร์ Semiconductor สร้าง Ecosystem ครบวงจร ดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุน ทั้งศูนย์ออกแบบและโรงงานผลิต เพื่อยกระดับไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

3. ดันพลังงานสะอาด รองรับ Data Center – AI เสนอหลักเกณฑ์ Direct PPA เปิดทางเอกชนซื้อไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง รองรับการลงทุน Data Center และอุตสาหกรรม AI ที่ต้องการพลังงานสะอาดจำนวนมาก ตั้งเป้ารองรับกำลังผลิตกว่า 2,000 เมกะวัตต์

เร่งปลดล็อก “คอขวด” โครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากมาตรการเชิงนโยบาย บีโอไอยังเร่งแก้ไขข้อจำกัดสำคัญที่อาจฉุดโอกาสการลงทุน ได้แก่ ปัญหาที่ดินในพื้นที่ EEC ที่เริ่มตึงตัว ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมดิจิทัล และขั้นตอนอนุญาตที่ยังใช้เวลานาน

"โดยเตรียมยกระดับระบบ “Fast Pass” ร่วมกับ 8 หน่วยงาน เพื่อลดระยะเวลาอนุมัติลง 20-50% เร่งให้โครงการลงทุนเดินหน้าได้เร็วขึ้น"

เร่งผลิต “คน” ป้อนอุตสาหกรรมใหม่

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการพัฒนากำลังคน โดยตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor จำนวน 80,000 คนภายใน 5 ปี พร้อมปรับกฎเกณฑ์ดึงดูด Talent ระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

สัญญาณบวกย้ายฐานผลิตเริ่มชัด

นอกจากนี้ แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตเริ่มเห็นชัดเจน โดยจากโครงการที่ได้รับอนุมัติ 78 โครงการ พบว่า 35 โครงการ ลงทุนจริงแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และ 30 โครงการ เตรียมลงทุนเพิ่มอีกกว่า 100,000 ล้านบาทใน 1-2 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองไทยเป็นฐานผลิตทางเลือกท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

นายนฤตม์ กล่าวย้ำว่า วิกฤติจากสงครามตะวันออกกลางแม้จะสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งกำลังเร่งให้เกิดการ “จัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่” ซึ่งไทยมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญ หากสามารถเร่งสร้างความพร้อมทั้งด้านคน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานได้ทันเวลา

“โอกาสนี้จะไม่ใช่แค่การลงทุนระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของไทยในระยะยาว”

จุดนี้เองเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “Safe and Secure Production Base” หรือฐานการผลิตที่ปลอดภัยของโลก หากสามารถเร่งสร้างความพร้อมในจุดแข็งเชิงโครงสร้าง

ชู 4 ความมั่นคง ดึงนักลงทุนหนีความเสี่ยง

ท่ามกลางความผันผวนของโลก บีโอไอมองว่าไทยมีแต้มต่อสำคัญ 4 ด้านในการรองรับการย้ายฐานการผลิต ได้แก่

  • ความมั่นคงทางอาหาร ไทยเป็นฐานผลิตอาหารสำคัญของโลก รองรับความต้องการในภาวะวิกฤติ
  • ความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะศักยภาพพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่
  • ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน ไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลกในหลายอุตสาหกรรม เช่น ฮาร์ดดิสก์และแผงวงจร
  • ความมั่นคงด้านมนุษย์ จากศักยภาพด้าน Wellness และ Medical Hub

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยมีโอกาสเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ของห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงที่หลายประเทศเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม