วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

สงครามอิหร่านเขย่า 6 อุตฯ สศอ.มองน้ำมัน 100 ดอลลาร์ ฉุด GDP 1.2 หมื่นล้าน

สงครามอิหร่านเขย่า 6 อุตฯ   สศอ.มองน้ำมัน 100 ดอลลาร์ ฉุด GDP 1.2 หมื่นล้าน

สถานการณ์ความตึงเครียดของสงครามอิหร่านในตะวันออก เป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และส่งแรงสะเทือนถึงภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านราคาพลังงานและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้น

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการบริโภคน้ำมันโลกต่อวัน หากเกิดเหตุการณ์ปิดเส้นทาง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และต้นทุนประกันภัยสินค้าในทันที

"น้ำมัน" พุ่ง ดันต้นทุนอุตฯ พรวด

อย่างไรก็ตาม สศอ. ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นจากระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะ 100-105 ดอลลาร์ จะส่งผลให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมไทยหดตัวราว 10,000-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อและการเกิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันที่อยู่ราว 79 ดอลลาร์ (ข้อมูล ณ 6 มี.ค. 2569) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 50-140%

ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับตะวันออกกลางอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 6% ของการค้ารวม โดยไทยนำเข้ามากถึง 28,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน สะท้อนการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าวในระดับสูง

กลุ่ม “ใช้พลังงานเข้มข้น” รับผลกระทบหนัก

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) ได้แก่

  • ปูนซีเมนต์และคอนกรีต (25.92%)
  • แก้วและกระจกแผ่น (22.26%)
  • เซรามิกและกระเบื้อง (19.82%)
  • ก๊าซและปิโตรเลียม (9.58%)
  • สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (9.54%)
  • เยื่อกระดาษและกระดาษ (9.54%)

รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบโดยตรง เช่น แนฟทา เอทิลีน และโพรพิลีน

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าสูงของไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี ฮาร์ดดิสก์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ มีสัดส่วนการใช้พลังงานต่ำกว่า จึงอาจได้รับผลกระทบในภาพรวมจำกัด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดัน ยังมีบางอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ ได้แก่

  • อาหารและเครื่องดื่ม จากความต้องการสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด จากการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
  • ยางธรรมชาติ ได้เปรียบจากยางสังเคราะห์ราคาสูง
  • บรรจุภัณฑ์กระดาษ ใช้ทดแทนพลาสติก
  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากงบความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

เร่งกระจายความเสี่ยง-ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

ทั้งนี้ สศอ.เสนอให้ผู้ประกอบการเร่งบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง กระจายตลาดส่งออก และปรับกลยุทธ์โลจิสติกส์เพื่อลดผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ผันผวน

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. ตรึงต้นทุนพลังงาน โดยดูแลราคาดีเซล LPG และค่าไฟ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป และพลังงานชีวมวล

2. เพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT เสริมสภาพคล่อง ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุน SME

3. ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมลดพึ่งพานำเข้า-ดัน Local Content

พร้อมกันนี้ ยังมีการส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น Biofuel และ SAF (Sustainable Aviation Fuel) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

นายศุภกิจ กล่าวย้ำว่า สศอ.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบเชิงลึกในทุกมิติ เพื่อออกมาตรการเชิงรุก รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และประคองภาคอุตสาหกรรมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ