สถานการณ์ความตึงเครียดของสงครามอิหร่านในตะวันออก เป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก และส่งแรงสะเทือนถึงภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านราคาพลังงานและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้น
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการบริโภคน้ำมันโลกต่อวัน หากเกิดเหตุการณ์ปิดเส้นทาง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ และต้นทุนประกันภัยสินค้าในทันที
"น้ำมัน" พุ่ง ดันต้นทุนอุตฯ พรวด
อย่างไรก็ตาม สศอ. ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นจากระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะ 100-105 ดอลลาร์ จะส่งผลให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมไทยหดตัวราว 10,000-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อและการเกิดปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันที่อยู่ราว 79 ดอลลาร์ (ข้อมูล ณ 6 มี.ค. 2569) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 50-140%
ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับตะวันออกกลางอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 6% ของการค้ารวม โดยไทยนำเข้ามากถึง 28,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน สะท้อนการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าวในระดับสูง
กลุ่ม “ใช้พลังงานเข้มข้น” รับผลกระทบหนัก
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) ได้แก่
- ปูนซีเมนต์และคอนกรีต (25.92%)
- แก้วและกระจกแผ่น (22.26%)
- เซรามิกและกระเบื้อง (19.82%)
- ก๊าซและปิโตรเลียม (9.58%)
- สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (9.54%)
- เยื่อกระดาษและกระดาษ (9.54%)
รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบโดยตรง เช่น แนฟทา เอทิลีน และโพรพิลีน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าสูงของไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี ฮาร์ดดิสก์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ มีสัดส่วนการใช้พลังงานต่ำกว่า จึงอาจได้รับผลกระทบในภาพรวมจำกัด
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดัน ยังมีบางอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ ได้แก่
- อาหารและเครื่องดื่ม จากความต้องการสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น
- รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด จากการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- ยางธรรมชาติ ได้เปรียบจากยางสังเคราะห์ราคาสูง
- บรรจุภัณฑ์กระดาษ ใช้ทดแทนพลาสติก
- อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากงบความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
เร่งกระจายความเสี่ยง-ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
ทั้งนี้ สศอ.เสนอให้ผู้ประกอบการเร่งบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง กระจายตลาดส่งออก และปรับกลยุทธ์โลจิสติกส์เพื่อลดผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ผันผวน
ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่
1. ตรึงต้นทุนพลังงาน โดยดูแลราคาดีเซล LPG และค่าไฟ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป และพลังงานชีวมวล
2. เพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT เสริมสภาพคล่อง ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุน SME
3. ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมลดพึ่งพานำเข้า-ดัน Local Content
พร้อมกันนี้ ยังมีการส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น Biofuel และ SAF (Sustainable Aviation Fuel) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
นายศุภกิจ กล่าวย้ำว่า สศอ.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบเชิงลึกในทุกมิติ เพื่อออกมาตรการเชิงรุก รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และประคองภาคอุตสาหกรรมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ





