สถานการณ์คอร์รัปชันของไทยอยู่ในภาวะถดถอย เมื่อองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) เผยแพร่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569
การประกาศดังกล่าวระบุว่าไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ116 ของโลก สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึก และเมื่อเทียบประเทศอาเซียนพบว่าไทยหล่นมาอยู่อันดับ 7 จากเคยอยู่อันดับ 5
ขณะที่ประเทศในอาเซียนที่มีคะแนนสูงกว่าไทย ได้แก่ สิงคโปร์ 84 คะแนน บรูไน 63 คะแนน มาเลเซีย 52 คะแนน เวียดนาม 41 คะแนน ส่วนอินโดนีเซีย และลาวได้ 34 คะแนน ใกล้เคียงไทย ส่งผลให้สถานะความน่าเชื่อถือด้านธรรมาภิบาลของไทยน่ากังวล
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2568 ของไทยตกลงมาอยู่อันดับ 116 ของโลก ส่งผลกระทบไปยังการปรับลดลงของอันดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หรือ World Competitiveness Ranking จัดอันดับโดย International Institute for Management Development (IMD) ด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันได้เก็บคะแนน และวัดจากตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสหรือธรรมาภิบาลภาครัฐ (Governance) ด้วย ดังนั้น จึงเกี่ยวข้องกันหากไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จะกระทบขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
สำหรับตัวอย่างของความเกี่ยวข้องกับปัญหาคอร์รัปชัน กับเรื่องเศรษฐกิจคือ การที่มีเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการทุจริต คอร์รัปชันสูงถึงปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท
ในประเด็นนี้ นายมาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวระหว่างเยือนไทยว่าหากไทยตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพหรือเศรษฐกิจขยายตัวปีละ 3% ไทยต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้
ทำจดหมายเปิดผนึกจี้รัฐแก้คอร์รัปชัน
นอกจากนี้ ACT ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ “เอาจริง” กับการปราบคอร์รัปชัน เพื่ออนาคตประเทศไทย ระบุว่า ไทยกำลังอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวสำคัญยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งในสายตาประชาชนและประชาคมโลก
ทั้งนี้ ผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2568 ของ Transparency International ซึ่งไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน ต่ำสุดในรอบ 19 ปี และลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก
สำหรับตัวเลขนี้มิใช่เป็นแค่สถิติแต่คือ “ต้นทุนของประเทศ” ที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง ความสามารถการแข่งขันถดถอย และงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลไปจากที่ควรยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการปล่อยให้คอร์รัปชันฝังรากลึก เท่ากับปล่อยให้ชาติถอยหลัง
รวมทั้งหากรัฐบาลชุดใหม่แสดงเจตจำนงอย่างจริงจังในการปราบโกง ซึ่งไทยย่อมพลิกวิกฤติเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างสังคมที่โปร่งใส และยกระดับศักยภาพของประเทศบนเวทีโลกได้ภายใต้การนำนายอนุทิน
ทั้งนี้ ได้เสนอให้บรรจุ 5 มาตรการปราบโกงในคำแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันว่า การปราบปรามคอร์รัปชันในรัฐบาลนี้ “เกิดผลจริง ไม่ใช่แค่คำประกาศ” ได้แก่
1.ตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดให้เป็นกลไกขนาดเล็ก คล่องตัว มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน กำหนดกรอบเวลา ตัวชี้วัด และเป้าหมายที่วัดผลได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
2.ยกระดับประเทศสู่มาตรฐาน OECD ผลักดันให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงระบบธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และกลไกความโปร่งใสให้เทียบเคียงมาตรฐานสากลอย่างจริงจังจะเป็นแรงขับเคลื่อนภายใน และสัญญาณบวกต่อประชาคมโลก
3.ยกระดับ 3 กระทรวงหลักให้เป็นต้นแบบความโปร่งใส ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ โดยเปิดเผยข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวด และโปร่งใส
4.ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลปิดช่องโกง เร่งขยายการใช้เทคโนโลยีเชิงระบบเปิดเผยข้อมูลและระบบติดตามโครงการ โดยผลักดันการใช้ IP (Integrity Pact) และ CoST (Construction Sector Transparency Initiative) ในโครงการจัดซื้อ จัดจ้างขนาดใหญ่ เปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างอย่างครบถ้วน ตรวจสอบได้ เปลี่ยนการปราบโกง จากปลายทาง สู่การป้องกันเชิงระบบ
5.สร้างภาครัฐประสิทธิภาพสูง ลดแรงจูงใจการทุจริต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานข้าราชการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างกำลังคน และปรับรายได้ให้เหมาะสม องค์กรฯ เชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนดี หากมีรายได้พอกินพอใช้ จะช่วยลดแรงจูงใจในการทุจริต และสร้างระบบราชการที่โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ACT ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีหลังตั้งรัฐบาลเพื่อหารือ และร่วมออกแบบกลไกการทำงานเริ่มภารกิจ “ปราบโกงให้สำเร็จในรัฐบาลนี้” ไปพร้อมกัน เพราะการปราบคอร์รัปชันมิใช่ภาระของรัฐบาลฝ่ายเดียว หากแต่เป็นพันธกิจร่วมของคนไทยทั้งประเทศ
แนะเร่งแก้ทุนเทาแทรกซึมทุกวงการ
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในไทยที่แย่ลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาการทุจริตร้ายแรงขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งปัญหา “ทุนเทา” ที่แพร่กระจายแทรกซึมทุกวงการรวมทั้งการเมืองที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้มากขึ้น
นอกจากนี้แม้กระทั่งองค์กรอิสระที่ควรโปร่งใสในการทำงานกลายเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาความโปร่งใสเสียเอง และกลไกที่จะตรวจสอบหรือเอาผิดหน่วยงานที่มีปัญหาการทุจริตทำได้ยากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันล่าช้า ซึ่งเท่ากับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายไม่ดีเท่าที่ควร
แม้แต่อาชญกรข้ามชาติยังมองไทยเป็นสวรรค์ของผู้ทำความผิดที่จะหลบหนีเข้ามา เพราะใช้เงินซื้อผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้อันดับ CPI ของไทยแย่ลง
“ภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยที่สะท้อนไปอยู่ในการรับรู้ของคนในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงนักธุรกิจ และนักลงทุน ทำให้เวลาสำรวจดัชนีคอร์รัปชันทำให้ไทยได้คะแนนต่ำ ถ้าหากเราไม่แก้เรื่องทุนเทาก็จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันไม่ได้เช่นกัน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


