วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม 2569

Login
Login

ผลกระทบที่สำคัญและข้อควรพิจารณา ต่อการค้าหลังช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต

ผลกระทบที่สำคัญและข้อควรพิจารณา  ต่อการค้าหลังช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต

เเรงกระเพื่อมของสงครามตะวันออกกลาง จากฝีมือของสหรัฐ ร่วมกับ อิสราเอล เพื่อโจมตีอิหร่าน นำไปสู่การปิดช่องแคบที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ

สหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด  หรือ UNITED NATIONS CONFERENCE ON TRADE AND DEVELOPMENT เผยแพร่รายงาน Strait of Hormuz Disruptions Implications for Global Trade and Development เมื่อ  10  มี.ค. 2569 สาระสำคัญ ระบุถึง  ผลกระทบที่สำคัญและข้อควรพิจารณาต่อการค้าหลังช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาตไว้ว่า

1.) การรับมือด้วยการเคลื่อนย้ายห่วงโซ่อุปทานอกจากความเปราะบางของสถานการณ์ ทั้งนี้ ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซเน้นย้ำถึงความเปราะบางของจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น ภาคการค้าควรเติมศักยภาพด้วยการก้าวข้ามผลกระทบห่วงโซ่อุปทานและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

2.) การลดความเสี่ยงต่อการค้าและการพัฒนาทั่วโลก รวมถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องลดความตึงเครียดและปกป้องการขนส่งทางทะเล ท่าเรือ และลูกเรือ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเส้นทางการค้าที่ปลอดภัยให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและเสรีภาพในการเดินเรือ

3.) ผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคที่จะต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของความตึงเครียด การติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

4.) ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจต่อประเทศกำลังพัฒนา:หลายประเทศกำลังพัฒนาเผชิญกับภาระหนี้สินที่สูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำกัดอยู่แล้ว ในบริบทนี้ ต้นทุนด้านพลังงาน การขนส่ง และอาหารที่สูงขึ้นอาจสร้างความตึงเครียดให้กับงบประมาณสาธารณะและเพิ่มแรงกดดันต่องบประมาณครัวเรือนซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมและทำให้ความก้าวหน้าไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นไปได้ยากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลังงาน ปุ๋ย และอาหารหลักที่นำเข้าเป็นอย่างมาก

สำหรับช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ1ใน 4 ของโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลวและปุ๋ยในปริมาณมากอีกด้วย นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบนี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างต่อตลาดพลังงาน การขนส่งทางทะเล และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ผลกระทบหนึ่งคือ อัตราค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันและเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามกำลังพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงทางทะเลก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ มีการประเมินฉากทัศน์ค่าประกันภัยทางเรือไว้ 3 กรณี โดยคำนวนจากมูลค่าเรือที่ 100 ล้านดอลลาร์ 

กรณีที่ 1 ความเสี่ยงสงครามแบบพิเศษ War-risk premium เบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้น 0.25% ซึ่งเป็นอัตราช่วงก่อนความตรึงเครียด ทำใช้จ่ายต่อเที่ยวเดินทาง(Cost per voyage ) อยู่ที่ 250,000ดอลลาร์  ซึ่งเป็นค่าเบี้ยประกันภัยทั่วไปสำหรับเรือมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์

กรณีที่ 2 Premium increase 100%  ค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวเดินทางจะเพิ่มเป็น 500,000 ดอลลาร์หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว

กรณีที่ 3 Premium increase 300% ค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวเดินทางจะเพิ่มเป็น 1 ล้านดอลลาร์  หรือค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นสี่เท่า

นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ยังสร้างแระสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจได้ยอีก โดยพบว่า ประมาณ 1 ใน 3ของการค้าปุ๋ยและขนส่งทางทะเลทั่วโลก หรือ ประมาณ 16 ล้านตัน ผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงปุ๋ยสำหรับประเทศที่ยากจนที่สุดบางประเทศ 

รายงานระบุว่า ประเทศที่จะได้รับผลกระทบสูงสุด คือ ซูดาน ที่มีสัดส่วนการนำเข้าปุ๋ยผ่านช่องแคบนี้ ที่54% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาคือ ศรีลังกา 36% ออสเตรเลีย 32% แทนซาเนีย 31% โซมาเลีย 30% ปากีสถาน 27% และไทย 27% 

ปัญหาดังกล่าวจะซ้ำเติมสถานะทางการคลังของประเทศต่างๆ โดยประเทศกำลังพัฒนาอาจมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากภาระหนี้สินสูงและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้นจำกัดความสามารถในการรับมือกับภาวะราคาผันผวนครั้งใหม่ ซึ่งต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้นยิ่งเพิ่มภาระทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากความปั่นป่วนนี้

"วิกฤตการณ์ในอดีต รวมถึงโควิด-19 และสงครามในยูเครน แสดงให้เห็นว่าการหยุดชะงักของพลังงาน การขนส่ง และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังตลาดที่เชื่อมโยงถึงกันได้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานและภาคอื่นๆ ด้วย"

ข้อมูลจากทบวงพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า นอกจากอุปทานปุ๋ย มากกว่า 30% ของการค้าปุ๋ยยูเรียทั่วโลกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ แล้วยังมีอีก ประมาณ 20% ของการค้าแอมโมเนียและฟอสเฟต สิ่งนี้สร้างความเสี่ยงต่อราคาอาหารและความมั่นคงทางอาหาร  ยิ่งไปกว่านั้น การหยุดชะงักในภาคส่วนนี้อาจส่งผลกระทบทางอ้อมจาพลังงาน เนื่องจากบางประเทศใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าเพื่อเดินเครื่องโรงงานผลิตปุ๋ยภายในประเทศ

ขณะเดียวกันภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังผลิตอะลูมิเนียมประมาณ 8% ของอุปทานทั่วโลก ซึ่งใช้ในเทคโนโลยีพลังงานต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างและการผลิต โลหะประมาณ 5 ล้านตันถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ทุกปีจากโรงถลุงในบาห์เรน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประมาณครึ่งหนึ่งของการค้ากำมะถันทางทะเลทั่วโลกก็ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน กรดซัลฟิวริกไม่เพียงแต่ใช้ในการผลิตปุ๋ยและสารเคมีเท่านั้น แต่ยังใช้ในการกลั่นปิโตรเลียมและแร่ธาตุสำคัญ เช่น ทองแดง นิกเกล และสังกะสีอีกด้วย

ผลกระทบที่สำคัญและข้อควรพิจารณา  ต่อการค้าหลังช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต