วันนี้ เวลา 14.00 น. (19 มี.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการเรียกประชุม ศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่กระทรวงกาาคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งตัวแทนกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 กลุ่มผู้ขายส่งน้ำมัน (จ็อบเบอร์) เข้าร่วมประชุม ที่อาคารรัฐสภา
ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น.นายอนุทิน ได้แถลงข่าวว่าจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตที่ 175 ล้านลิตรต่อวัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลมีกำลังผลิตอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งตามสภาวะปกติมีความต้องการใช้เพียง 67 ล้านลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยอดการใช้พุ่งสูงถึง 84 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากความวิตกกังวลของประชาชนที่เกรงว่าน้ำมันจะขาดแคลน จึงมีการเติมน้ำมันกักตุนไว้ในครัวเรือนและเติมเต็มถังตลอดเวลา ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่สถานีบริการหมดเร็วกว่ารอบการขนส่งปกติ
ทั้งนี้ยืนยันว่าการสำรองน้ำมันของประเทศไทยยังมีเพียงพอ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 100 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเริ่มเกิดเหตุการณ์ที่มีเพียง 62 วัน
ทั้งนี้มาตรการที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในครั้งนี้ เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ เหมือนกับก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง
นายอนุทินกล่าวว่าได้สั่งการมาตรการเร่งด่วนคือ การอัดฉีดน้ำมันสำรอง (Flush) สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานและ ปตท. นำน้ำมันสำรองเติมเข้าไปในระบบเพื่อสร้างความมั่นใจและตอบสนองความต้องการที่สูงผิดปกติ ขณะเดียวกันได้มีการแก้ปัญหาการซื้อน้ำมันของผู้ค้าส่งหรือ “Jobber” ให้สามารถซื้อน้ำมันจากหน้าโรงกลั่นได้ในราคาเดียวกับที่ซื้อหน้าปั๊มน้ำมัน โดยให้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR นำร่องมาตรการนี้
ขณะเดียวกันได้มีการอำนวยความสะดวกการขนส่ง โดยสั่งการให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกข้อบังคับผ่อนผันให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถเดินรถได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เพื่อเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการ
สำหรับเรื่องของการควบคุมการส่งออกน้ำมัน นายกรัฐมนตรียืนยันระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังประเทศอื่นตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมาร์ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าและก๊าซกลับมายังไทย โดยยืนยันว่าได้รับการยืนยันจาก สปป.ลาวว่าไม่ได้มีการลักลอบส่งน้ำมันที่ประเทศไทยส่งให้ไปยังประเทศที่ 3 คือกัมพูชาแต่อย่างใด
ขณะที่การผลิตไฟฟ้าไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากไทยใช้ก๊าซจากอ่าวไทยเป็นหลัก จึงไม่มีปัญหาการขาดแคลนแต่อย่างใด
“ยืนยันว่ากำลังการผลิตเราไม่ได้ลดลง ยังคงผลิตเท่าเดิม แต่ด้วยความกังวลของประชาชนท่านเลยไปตุนไว้ก่อน เพราะกลัวน้ำมันจะขึ้นราคาแล้วขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลจะไม่ทำให้เกิดในเรื่องของการขาด ส่วนเรื่องราคาเป็นไปตามกลไกตลาด พอสู้รบราคาขึ้นพอเหตุการณ์สงบก็ปรับลง เรื่องราคาเราจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไก ดังนั้น ที่ถามว่าใครเป็นคนทำให้น้ำมันขาดแคลนจึงตอบไม่ได้ เพราะมันยังไม่ขาด แต่เพราะมีการตุนมากเกินไปด้วยความวิตกกังวล ผมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องกักตุนน้ำมัน หากเรากลับมาใช้ในระดับปกติที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณน้ำมันที่มีจะสมดุลกับกำลังการผลิตทันที ยืนยันว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีเงินสดในมือกว่า 20,000 ล้านบาท แม้จะมีเงินไหลออกเพื่ออุดหนุนราคาประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อวัน แต่ยังยืนยันว่าสามารถดูแลราคาน้ำมันได้ต่อไปเนื่องจากในเรื่องของระยะเวลาในการจ่ายเงินให้กับผู้ค้ายังมีเวลาอยู่ และยังไม่ได้จ่ายออกไปมากนักในเดือน มี.ค.นี้





