วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม 2569

Login
Login

โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 มี.ค.2569 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีการเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

ที่ประชุมมีมติเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนเสียง 293 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 187 เสียง พรรคเพื่อไทย 73 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง

สำหรับพรรค 1 เสียง ประกอบด้วย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคมิติใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาชน พรรครวมพลังประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย

ด้านนายณัฐพงษ์ ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชน 118 และพรรคเสรีรวมไทย 1 ซึ่งไม่เพียงพอทำให้ต้องอยู่สถานะพรรคฝ่ายค้าน

ขณะเดียวกันมีจำนวน 86 เสียงของดออกเสียง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคภูมิใจไทย 3 พรรคประชาชน 1 เสียง พรรคเพื่อไทย 1 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง และพรรคไทยภักดี 1 เสียง ทั้งนายหรั่ง ธุระพล สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่มาลงคะแนนเสียง

“อนุทิน” หวังร่วมมือเร่งแก้ปัญหาชาติ

นายอนุทิน อภิปรายก่อนการลงมติว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกันสุดความสามารถ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน โดยน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคราวเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 14 มี.ค.2569 ขอให้ยึดความถูกต้องและประโยชน์สุขประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด

รวมทั้งจะดำเนินตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลจะสนับสนุนงานนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภาเต็มที่ และแม้ขณะนี้มีปัญหาต้องแก้ไขมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือทุกฝ่ายจะทำให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์และแก้ปัญหาให้เต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

งานร้อนรัฐบาลใหม่“วิกฤติพลังงาน”

ขณะที่วิกฤติพลังงานกำลังเป็นปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบ 12,605 ล้านบาท ถือเป็นอัตราการติดลบที่เร็วหลังจากสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569

ทั้งนี้ ช่วงรัฐบาลรักษาการได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 3 กลุ่ม คือ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และ SMEs โดยกระทรวงการคลังพิจารณาข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่รับมือกรณีเกิดขีดจำกัดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 1.พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.พิจารณาเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น 3.พิจารณาออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ส่วนด้านงบประมาณได้เตรียมเสนอปรับรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อเพิ่มรายการรองรับสงครามตะวันออกกลาง

รวมทั้งเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อโอนเข้างบประมาณกลาง โดยใช้แนวทางแบบช่วงโควิดปี 2563 ที่โอนงบได้ 88,452 ล้านบาท เป็นการโอนงบรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่าย เช่น งบสัมมนา การฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ จ้างที่ปรึกษา เดินทางไปต่างประเทศ โดยคาดว่าจะโอนงบได้หลักหมื่นล้านบาท

เทรดวอร์ไม่จบ“การค้าโลกเสี่ยง”

ส่วนประเด็นสงครามการค้าที่มีผลกระทบต่อเนื่องถึงปัจจุบันแม้ศาลสูงสหรัฐจะพิพากษาให้การจัดเก็บภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐเดินหน้าใช้กระบวนการตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าของสหรัฐ ที่ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น เพิ่มภาษีศุลกากร มาตรการจำกัดการนำเข้า

ทั้งนี้ ไทยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

สำหรับตลาดสหรัฐมีสัดส่วนอันดับ 1 ของตลาดส่งออกไทยทั้งหมด โดยไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์

โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โจทย์ยากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเรียกร้องมาระยะหนึ่งหลังเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน จีดีพีไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.9% ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาดโลกมากขึ้น

นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอแนวทางการสร้างโมเดลพัฒนาประเทศใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามโครงสร้างแบบเดิมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง แต่รัฐบาลชุดที่แล้วมีเวลาสั้น จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่ต้องวางแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ชัดเจน

แนะรัฐบาลเร่งสกัดวิกฤติก่อนลุกลาม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมาตรการกอบกู้สถานการณ์ทันทีก่อนลุกลามกระทบภาคอุตสาหกรรมและประชาชนวงกว้าง ดังนี้

1.การบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะปัญหา “ดีเซล 2 ราคา” ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแบกต้นทุนสูง ขณะที่ SMEs เริ่มไม่ไหวจึงเสนอให้รัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันภาคอุตสาหกรรมชั่วคราว 3 เดือน

2.ขอให้เร่งแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีตัวจริงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเต็มรูปแบบแทนรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัด

3.มิติค่าครองชีพกระทบมีสัญญาณขาดแคลนสินค้าและการกักตุนบางพื้นที่ รัฐบาลต้องเร่งดูแลราคาและซัพพลายเชนใกล้ชิด

4.เร่งยกระดับมาตรการปกป้อง SMEs จากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาตีตลาด โดยใช้เครื่องมือการค้าที่เข้มข้นเพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 

5.เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐประเด็นมาตรา 301/304 ที่ยังค้าและกระทบภาคธุรกิจไทย

6.เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและระบบขนส่ง โดยช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ และบริหารจัดการเส้นทางโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารเผชิญปัญหาขาดแคลนเม็ดพลาสติก

“ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทันที หากปล่อยล่าช้า อาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจลุกลามและกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน”

หวัง ครม.ใหม่พร้อมเผชิญวิกฤติโลก

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทยไทย กล่าวว่า นายรัฐมนตรีต้องเร่งจัดตั้ง ครม.เร็วที่สุดเพื่อให้รัฐบาลเริ่มทำงานทันที ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งและทำงานมืออาชีพ

นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีมและความสามัคคีภายใน ครม.สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ และวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจต้องรอความชัดเจนจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยภาคเอกชนเคยเสนอแนวทางต่อรัฐบาลไปแล้ว และบางส่วนอาจถูกนำไปบรรจุในนโยบายที่จะประกาศในอนาคต

รัฐบาลมีเสถียรภาพ เชื่อหนุนศก.ฟื้นตัว

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ผ่านการโหวตผ่านสภาฯ ถือว่าส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะข้างหน้า

โดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะมีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเดิม แต่ทีมเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าเรียกความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง ประเด็นเร่งด่วนจากนี้ต้องทำทันที คือ ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทันในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ต้องเร่งแก้ คือ ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่กำลังทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง

“การใช้นโยบายแบบประชานิยมอาจบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น หากสถานการณ์ราคาสินค้าลากยาวไปตลอดทั้งปี การแบกรับภาระภาครัฐอาจส่งผลให้ประเทศไทยถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานและสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและตลาดทุนในที่สุด"

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เสถียรภาพของรัฐบาลมีมากขึ้นแต่ความท้าทายที่แท้จริง คือ รักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยกับดักเฉพาะหน้า คือ เร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ อุดหนุนราคาพลังงาน แต่ต้องไม่ลืมเรื่องระยะยาว จนไม่มีงบประมาณและเวลาไปจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของความอ่อนแอในเศรษฐกิจไทย ปัญหาเหล่านั้นคือ ความสามารถแข่งขันที่ลดลง ปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร และทักษะแรงงานที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

“โจทย์ใหญ่ คือ เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันไทยมีเพียง 20% ขณะที่ประเทศอื่นไปไกลถึง 50-80% แล้ว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจติดตั้ง Solar Rooftop และแก้ปัญหาอุปสรรคทางเทคนิค หากไม่เริ่มทำในวันนี้ ไทยจะถูกทิ้งห่างจากกระแสเทคโนโลยีและนโยบายการค้ายุคใหม่ของโลก”

ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาสั้น 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลถือว่าทำได้ดีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ แต่มองว่า โจทย์เศรษฐกิจครั้งนี้ยากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปัญหาภายใน แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล รวมถึงนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ จากมาตรา 301 ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

“วันนี้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น มองเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะมีเวลาทำงานเต็มวาระ 4 ปี หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขกฎหมายและระบบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”

น้ำมันจ่อแตะ 120-200 ดอลล์ 

ขณะที่ สถานการณ์พลังงานทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง ธนาคาร “ซิตี้กรุ๊ป” ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันพุธว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรวดเร็วจากการหยุดชะงักของอุปทานที่รุนแรงขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะปรับขึ้นสู่ช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกไม่กี่วันข้างหน้า

บทวิเคราะห์ที่นำโดยแม็กซิมิเลียน เลย์ตัน หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์โลกของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า กรณีฐานใหม่ของซิตี้ ซึ่งให้ความน่าจะเป็น 50% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขนส่งน้ำมันจะหยุดชะงักเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คิดเป็นปริมาณถึง 11-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องช่วงไม่กี่วันข้างหน้าสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวขึ้นจนถึงระดับที่ “กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองหรือเชิงยุทธศาสตร์”

ระดับราคาดังกล่าวอาจเป็นจุดที่ผลักดันให้สหรัฐต้องยุติปฏิบัติการทางทหาร หรือเป็นจุดให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) และกลุ่มประเทศโออีซีดี ต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองออกมา หรือเป็นระดับที่มหาอำนาจทั่วโลกต้อง “ผลักดันอย่างจริงจัง” ให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งถูกยกระดับขึ้นสูง กรณีขาขึ้นซึ่งให้ความน่าจะเป็น 30% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจ “แตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” และอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ หากอิหร่านขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง หรือหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดไปจนถึงเดือนมิ.ย.

ขณะที่ กรณีขาลงซึ่งมีความน่าจะเป็นเพียง 20% ซิตี้มองว่าราคาน้ำมันอาจปรับลดลงสู่ 65-70 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและสามารถเปิดช่องแคบได้อีกครั้ง