ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โลกกำลังเดินเข้าสู่ความเสี่ยงครั้งใหม่ที่ไม่ใช่แค่สงคราม แต่คือ “วิกฤตพลังงานระดับโครงสร้าง” ที่อาจลุกลามเป็นสถานการณ์หรือที่เรียกว่า “Super Oil Shock” และหากสถานการณ์บานปลาย ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่จะลามไปถึงต้นทุนชีวิตของประชาชน และเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ
ทั้งนี้ วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน และประเทศไทยเองอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ “เปราะบางที่สุด” หากประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปและไม่เตรียมรับมืออย่างจริงจัง โดยต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดตามปกติ แต่เป็นผลโดยตรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มขยายวงและยืดเยื้อ จุดเปราะบางสำคัญอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนถึงประมาณ 20% ของโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือถูกรบกวนเพียงบางส่วน ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกทันที
ชี้น้ำมันอาจสูงถึง 200 ดอลลาร์/บาร์เรล
ในสถานการณ์เช่นนี้ราคาน้ำมันอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่มีแนวโน้มทะลุ 120 ดอลลาร์ และคาดว่าราคาน้ำมันโลกอาจไต่ระดับไปถึง 150–160 ดอลลาร์ หรือแม้แต่แตะ 200 ดอลลาร์ได้ หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่สถานการณ์ที่น้ำมัน “ราคาสูงขึ้น” แต่คือการเข้าสู่ภาวะ Super Oil Shock ที่เปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจโลก เมื่อพลังงานสะดุด เศรษฐกิจทั้งระบบก็สั่นคลอนตาม
เศรษฐกิจไทยเปราะบางในภาวะวิกฤตพลังงาน
ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่าอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างยิ่งต่อวิกฤตพลังงาน ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยมีสัดส่วนถึงประมาณ 6% ของ GDP และยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 70% เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นแบบแยกส่วน แต่จะกระจายตัวเป็นโดมิโนไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ภาคปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำอาจต้องชะลอหรือหยุดการผลิตเพราะต้นทุนสูงเกินรับไหว ภาคการเกษตรต้องเผชิญ เช่น ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้น ขณะที่ภาคประมงและการขนส่งต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือพฤติกรรมตื่นตระหนกของประชาชน เมื่อเริ่มมีการกักตุนและต่อคิวซื้อน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเชิงจิตวิทยา แม้ว่าปริมาณน้ำมันจริงอาจยังเพียงพอ แต่ต้องเข้าใจว่าวิกฤตพลังงาน ไม่ได้ทำให้ของหมด แต่ทำให้ความเชื่อมั่นหายไปก่อน
แนะรัฐเร่งจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ
สำหรับมาตรการของภาครัฐในปัจจุบันนั้นมองว่ายังไม่เพียงพอ เพราะนโยบายจำนวนมากยังอยู่ในระดับ “ประคองสถานการณ์” มากกว่าการ “จัดการความเสี่ยงเชิงระบบ” รัฐบาลต้องเข้าใจว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อาจซื้อเวลาได้ แต่ไม่สามารถหยุดวิกฤตได้ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหาก Oil Shock ลุกลามไปจนถึงขั้นเป็น Super Oil Shock”
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลจะรับมือกับ Super Oil Shock อย่างจริงจัง ตนเสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับวิธีคิดจาก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่ การบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีข้อเสนอระยะสั้น: คือการ ใช้เครื่องมือทางการเงิน ประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน หนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน คือการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า Energy Price Hedging หรือการทำสัญญาประกันราคาน้ำมันล่วงหน้าในตลาดโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน
โดยโมเดลนี้ประเทศเม็กซิโก เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน ซึ่งดำเนินโครงการ “Mexican Oil Hedge Program” มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี และ เป็นหนึ่งในโปรแกรมป้องกันความเสี่ยงของภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยรัฐบาลจะทำสัญญาล็อกราคาน้ำมันล่วงหน้าทุกปี หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง รัฐบาลจะได้รับเงินชดเชยจากตลาดการเงิน ในกรณีของเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน กลไกดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน “ความเสี่ยงขาลง” ของราคา โดยใช้เครื่องมืออย่าง Put Options เพื่อไม่ให้รายได้ของรัฐลดลง แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน แนวคิดจะต้องกลับด้าน คือการป้องกันความเสี่ยงขาขึ้นผ่านการใช้ Call Options เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินระดับที่เศรษฐกิจจะรับไหว โดยหากราคาน้ำมันทะลุเพดานที่กำหนดไว้ รัฐจะได้รับเงินชดเชยเพื่อนำมาใช้บรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ
ซึ่งประเทศไทยปัจจุบันยังไม่มี “นโยบายระดับชาติ” ในการทำ Hedging อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เหมือนเม็กซิโก กลไกหลักที่ใช้ยังคงเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกองทุนรักษาเสถียรภาพ โดยสะสมเงินในช่วงที่ราคาน้ำมันต่ำ เพื่อนำมาอุดหนุนในช่วงที่ราคาสูง แทนการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงโดยตรงจากตลาดโลก ปัญหาคือ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก โดยมีสถานะติดลบไปแล้วกว่า 12,605 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 15 มีนาคม 2569)ทำให้การพึ่งพากลไกเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป และยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของการนำ Hedging มาใช้ หากประเทศไทยมีการทำ Hedging ไว้ล่วงหน้า ภาระการขาดทุนของรัฐในปัจจุบันอาจไม่รุนแรงถึงระดับนี้
ชูโมเดลทยอยประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน
โดยแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในระยะนี้ คือ การใช้กลยุทธ์แบบ “Layered Hedging” หรือการทยอยทำประกันความเสี่ยงเป็นชั้นๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ แนวทางนี้ประกอบด้วยการแบ่งการทำสัญญาออกเป็นงวดสั้น ๆ งวดละ 3–6 เดือน จะช่วยลดภาระการจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว และไม่ผูกมัดระยะยาวเกินไปในกรณีที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ควรทยอยทำเพียงประมาณ 25% ของปริมาณการนำเข้าในแต่ละครั้ง เพื่อกระจายความเสี่ยง ควรเน้นการคุ้มครองเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงเกินระดับที่เศรษฐกิจจะรับไหวจริงๆ
แนะทำกลไกน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์
ขณะเดียวกันรัฐบาลควรจัดตั้งกลไก “Strategic Petroleum Release” (SPR): จากการเก็บสำรอง สู่การใช้สำรองอย่างเป็นระบบ อีกหนึ่งมาตรการสำคัญในระยะสั้น ซึ่งไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันสำรองไว้ในคลัง แต่ต้องมี “ระบบปล่อยน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นอัตโนมัติ” เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับที่กระทบต่อเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีระบบ SPR โดยเมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
รัฐบาลสามารถตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาดเพื่อเพิ่มอุปทานและลดแรงกดดันด้านราคาได้อย่างทันท่วงที หัวใจสำคัญของแนวทางนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณน้ำมันสำรอง” เพียงอย่างเดียว แต่คือการมี “กลไกการใช้สำรอง” ที่ชัดเจนและเป็นระบบ
ส่วนประเทศไทย แม้จะมีการสำรองน้ำมันอยู่แล้ว แต่ยังขาด “policy trigger” หรือเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าในระดับราคาใด หรือสถานการณ์แบบใด รัฐควรปล่อยน้ำมันสำรองออกมาใช้ ปัจจุบันรัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการ “National Strategic Petroleum Reserve” โดยมีแนวคิดในการย้ายภาระการสำรองน้ำมันบางส่วนจากภาคเอกชนมาอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมากขึ้น โดยมีการพิจารณาพื้นที่จัดเก็บในเขต EEC หรือภาคใต้ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ “ระเบียบการปล่อยสำรอง” ที่มีความชัดเจน เป็นระบบ และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต
ส่วนการบริหารจัดการวิกฤตินี้รัฐบาลควรจัดตั้งศูนย์บัญชาการความเสี่ยงพลังงานแห่งชาติ” (National Energy Risk Management Office) เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ โดยประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับไปสู่การมี “หน่วยงานเฉพาะทาง” ที่ทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงพลังงานอย่างเป็นระบบ “ศูนย์บัญชาการความเสี่ยงพลังงานแห่งชาติ” จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานด้านพลังงานในมิติเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านพลังงาน การคาดการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก การวางยุทธศาสตร์ด้านการสำรองพลังงาน ไปจนถึงการบริหารเครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความผันผวน
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีหน่วยงานด้านพลังงาน หลายหน่วยงานอยู่แล้ว แต่ยังขาดองค์กรที่เน้น “การบริหารความเสี่ยง” โดยเฉพาะ และยังคงทำงานในลักษณะ “แยกส่วน” หรือ Silo อย่างชัดเจน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทำหน้าที่วางนโยบายและแผน เปรียบเสมือน “สมอง” ของระบบ ขณะที่ สำนักงานบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สบพ.) ทำหน้าที่บริหารเงินกองทุน เปรียบเป็น “กระเป๋าเงิน” ด้าน กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ดูแลด้านการสำรองน้ำมันและกฎหมาย เปรียบเป็น “ผู้คุมคลัง” ส่วน ปตท.ทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐโดยตรง โครงสร้างเช่นนี้ทำให้การตอบสนองต่อวิกฤตยังขาดการบูรณาการ และไม่สามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ดังนั้น “ศูนย์บัญชาการความเสี่ยงพลังงานแห่งชาติ” ที่เสนอขึ้น ควรเป็นหน่วยงานที่รวมเอาศักยภาพสำคัญเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งอำนาจในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแบบเดียวกับ EIA ผสานกับความสามารถในการใช้เครื่องมือทางการเงิน และการบริหารสำรองพลังงานในเชิงกายภาพ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการมีข้อมูลหรือเครื่องมือ แต่คือการสร้าง “ระบบตัดสินใจ” ที่สามารถเชื่อมโยงทุกมิติของพลังงานเข้าด้วยกันอย่างมีเอกภาพ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความแตกต่างระหว่างประเทศที่ “รับมือวิกฤตได้” กับประเทศที่ “ถูกวิกฤตเล่นงาน” อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ไปสู่การ “บริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ” ได้หรือไม่





