สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันและราคาพลังงานที่กระทบเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตประชาชน ซึ่งทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมือหลายระดับ
ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 มี.ค.2569 รับทราบ 3 ฉากทัศน์ (Scenario) โดยฉากทัศน์ที่ร้ายแรงสุดเป็นการที่สงครามขยายวงยืดเยื้อเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 3% ทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงและชะลอตัวลงมาก
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การเตรียมรับมือสถานการณ์ของรัฐบาลในส่วนวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้หารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานเศรษฐกิจ ประกอบด้วย สศช.กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงแนวทางการรับมือ
ทั้งนี้ สศช.ประเมินผลกระทบออกมาแต่ยังไม่ได้ระบุถึงผลกระทบต่อจีดีพี โดยประเมินการขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาท จะกระทบการขยายตัวของจีดีพี 0.02% แต่หากประเมินจากผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภาคการผลิต ภาคเกษตร และภาคการขนส่ง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจวงกว้าง
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีเครื่องมือโดยเฉพาะงบประมาณในการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอสมควร
นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐเตรียมข้อเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา เพื่อเตรียมความพร้อมงบประมาณ 2 ส่วน คือ
1.การปรับปรุงรายละเอียดการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์วิกฤติจากตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตามในส่วนของงบประมาณรายจ่ายปี 2570 จะประกาศใช้ได้สัปดาห์ที่ 2 หรือปลายเดือน ต.ค.2569
2.การยกร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เนื่องจากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเดือน เม.ย.2569 ดังนั้นจึงควรปรับรายการงบประมาณปี 2569 ในช่วงช่วง 7 เดือน ก่อนบังคับใช้งบประมาณ 2570
ทั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลนำงบประมาณที่หน่วยงานราชการไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันตามกำหนดโอนเข้ามาอยู่ในงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 เพื่อนำไปใช้รองรับวิกฤติเหมือนกับในปี 2563 ที่ออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณมาใช้รองรับวิกฤติโควิด-19 ซึ่งโอนงบประมาณมาใช้รับมือวิกฤติได้ 88,452 ล้านบาท
“ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะโอนได้วงเงินเท่าไหร่ เพราะต้องดูเกณฑ์ที่จะประกาศเงื่อนไขการโอนงบประมาณจากหน่วยงานราชการที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด รวมทั้งงบประมาณบางส่วนที่ก่อนหน้านี้หน่วยงานตั้งไว้เป็นงบประมาณอบรมดูงานต่างประเทศที่ ครม.มีมติให้ชะลอ ซึ่งเมื่อรวมแล้วคาดว่าการจะโอนงบได้หลักหมื่นล้านเช่นกัน” แหล่งข่าวกล่าว
กำหนดเกณฑ์โอบงบรับวิกฤติ
สำหรับหลักเกณฑ์ของการทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะเสนอให้ ครม.ชุดใหม่พิจารณาภายในเดือน เม.ย.โดยงบประมาณและรายการที่นำไปยกร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ได้แก่
1.รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ การจ้างที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ การดำเนินกิจกรรม (Event)
2.รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย เช่น รายการปีเดียวที่ยังไม่ประกาศดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่กำหนด และ/หรือไม่สามารถลงนามได้ภายในวันที่กำหนด รายการที่สามารถชะลอการดำเนินการโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2569
3.งบประมาณที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ หรือมีเงินรายได้เพียงพอของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐและทุนหมุนเวียน
นอกจากนี้ สำนักงบประมาณจะตรวจสอบข้อมูลหลักฐานการดำเนินงานตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับจากหน่วยรับงบประมาณ และสถานะการก่อหนี้รายจ่ายลงทุนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายไตรมาสที่ 3-4 ของปีงบประมาณ 2569 ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่จำเป็นในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่คำนึงการสร้างงานและรายได้ระดับพื้นที่ รวมถึงรายจ่ายตามข้อผูกพันที่ดำเนินการต่อได้บนพื้นฐานสอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน
ตรวจสอบซัพพลายเชนน้ำมันทั้งระบบ
นอกจากนี้ วันที่ 19 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
สำหรับการประชุมครั้งนี้เรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและการค้าน้ำมันทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของพลังงาน ทั้งโรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมัน รวมทั้งผู้ขายส่งน้ำมัน (Jobber) มาประชุมร่วมกันที่รัฐสภาเพื่อหาทางออกและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไทย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก.กล่าวว่า องค์ประกอบของภาครัฐจะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง มาดูโครงสร้างภาษี
รวมถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมาดูผลกระทบราคาสินค้า และจะมีองค์ประกอบหลายกระทรวงมาหาทางออกร่วมกัน
สำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ นายพิพัฒน์ยอมรับว่า ตนเองก็มีความสงสัยในข้อเท็จจริง เนื่องจากพบความย้อนแย้งข้อมูลของภาครัฐและเอกชน โดยกระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรองถึง 101 วัน และโรงกลั่นก็ยังคงกลั่นน้ำมันเต็มกำลังการผลิต (Capacity)
“ตัวผมเองก็มีปั๊มน้ำมันหลายยี่ห้อเพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบ ในอดีตปั๊มเคยขายได้วันละ 15,000 ลิตร แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊มผมแค่ 4,000-5,000 ลิตร น้ำมันหายไป 10,000 ลิตรต่อวัน ในเมื่อบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แล้วน้ำมันมันล่องหนได้อย่างไร แสดงว่าต้องมีคนโกหกอย่างน้อย 1คน” นายพิพัฒน์กล่าว
สั่งตรวจสอบการลักลอบส่งออก
นายพิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตความเป็นไปได้การลักลอบส่งออกน้ำมันทางเรือ โดยสอบถามกรมธุรกิจพลังงานแล้วว่างดส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง เพราะหากไม่มีที่เก็บน้ำมันในประเทศ จะทำให้น้ำมันที่กลั่นออกมาทุกวันไม่ควรขาดแคลน ซึ่งภาครัฐไม่เคยมีมาตรการจำกัดโควตาการขายน้ำมัน แต่การจำกัดโควตาเกิดขึ้นจากผู้ค้าหรือโรงกลั่น
“จะมาแก้ผ้าดูทีละคนว่าใครที่ตุนน้ำมัน ใครที่โกหก จะมีการจับเท็จให้ได้ว่าสิ่งที่โรงกลั่นและหน่วยงานต่างๆ บอกว่าน้ำมันไม่ช็อตนั้น ข้อเท็จจริงน้ำมันหายไปไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว
ชี้ต้องให้ความยุติธรรม“โรงกลั่น”
นายพิพัฒน์ ตอบคำถามประเด็นโรงกลั่นนำน้ำมันเก่ามาขายราคาปัจจุบันทำให้ได้กำไรมาก ว่า ไม่ได้ชี้แจงหรือตอบคำถามแทนโรงกลั่นหรือผู้ประกอบการ แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการสั่งซื้อน้ำมันดิบไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วได้น้ำมันวันนี้ เพราะต้องสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ดังนั้นวันที่สั่งซื้อและกลั่นวันนี้เป็นน้ำมันอดีตก่อนการรบแน่นอน
ทั้งนี้ การระบุน้ำมันราคาถูกแต่ขายราคาแพง แต่ถ้าวันนี้ราคาสูง 100 ดอลลาร์ อีก 3 เดือนรับน้ำมันดิบเข้ามาที่คลัง และอีก 3 เดือนสงครามยุติ ราคาน้ำมันดิบลดลงไปเหลือ 60 ดอลลาร์ แต่รับน้ำมันดิบที่ 100 ดอลลาร์ แล้วถึงเวลานั้นโรงกลั่นจะขายราคาที่ 100 ดอลลาร์ก็ไม่ได้ ซึ่งเป็นการพูดถึง Fair to Fair มีกติกาของการค้าขาย กติกาของการค้า
“ต้องให้ความยุติธรรมสำหรับโรงกลั่น สำหรับผู้ประกอบการ ผมมีสถานีบริการ ผมมีแบรนด์ ผมค้าขายน้ำมันแต่ผมไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเอง เพราะผมไม่มีโรงกลั่น ผมซื้อวันนี้ผมขายราคาวันนี้ ผมมีอัตราเสี่ยงน้อยแต่ไม่เหมือนโรงกลั่น ซื้อวันนี้อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันมากลั่น แล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้"
ส่วนประเด็นข้อเสนอภาคเอกชนให้อุดหนุนราคาน้ำมันกับน้ำมันที่กลุ่ม Jobber จำหน่าย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทำไม่ได้เพราะกฎหมายไม่เอื้อให้ทำจึงต้องหาทางอื่นแก้ปัญหา





