วันที่ 18 มี.ค. 2569 นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ A และยังคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีความทนทานต่อแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกได้เป็นอย่างดี
ในการประเมินครั้งนี้ JCR วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (Real GDP) อยู่ที่ 2.4% โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และความคึกคักของการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อเนื่องในระดับปานกลาง จากปัจจัยหนุนด้านการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ช่วยผ่อนคลายภาระต้นทุนทางการเงิน
ด้านสถานะทางการคลัง JCR คาดว่าในปี 2569 รัฐบาลจะมีการขาดดุลทางการคลังประมาณ 4.4% ของ GDP ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายแบบขยายตัวเพื่อประคองการเติบโต
อย่างไรก็ตาม JCR ยังมีความเชื่อมั่นในขีดความสามารถการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของไทย โดยคาดว่าจะสามารถรักษาระดับหนี้ให้อยู่ภายใต้กรอบเพดาน 70% ต่อ GDP ได้ภายในปี 2572 ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ที่วางไว้ ที่สำคัญหนี้สาธารณะส่วนใหญ่กว่า 99% เป็นหนี้ในประเทศ โดยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศในระดับที่ต่ำมากเพียง 0.8% เท่านั้น
นอกจากความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างหนี้แล้ว JCR ยังมองเห็นศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษีที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ภาคการเงินต่างประเทศยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าภาคธนาคารจะยังมีความเสี่ยงจากสินเชื่อรายย่อยและ SME แต่ตัวเลข NPL ที่ทรงตัวระดับ 2.84% และอัตราส่วนเงินกองทุนที่แข็งแกร่งถึง 20.9% ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2568 ถือเป็นเกราะป้องกันที่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม JCR ได้ระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดอันดับในอนาคต ได้แก่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ปัญหาโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพานำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่รัฐบาลต้องวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบต่อไป





