คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย รวมถึงสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ออกมาเคลื่อนไหวต่อสถานการณ์คอร์รัปชันในไทยที่รุนแรงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนและเศรษฐกิจประเทศ
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นตรงกันถึงคอร์รัปชันในไทยหนักมาก โดยเฉพาะต้นทุนแฝงจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่ 20% ขยับเป็น 30% และหลายกรณีถึง 40% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแลโครงการรัฐ โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากบ่งชี้ช่องโหว่ด้านมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพ
นอกจากนี้ ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดตามแนวชายแดน สินค้าด้อยคุณภาพ และเครือข่ายสแกมเมอร์หรือทุนสีเทาถูกมองเชื่อมโยงขบวนการทุจริตทำให้ระบบเศรษฐกิจบิดเบือน เงินทุนไหลเข้า-ออกผิดปกติ กระทบค่าเงินและสร้างความเสียหายต่อประชาชนวงกว้าง
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติที่พบภาคธุรกิจไทยสะท้อนอุปสรรคเชิงระบบ โดยเฉพาะการ “เรียกรับผลประโยชน์ใต้โต๊ะ” เพื่ออำนวยความสะดวกใบอนุญาตและการดำเนินงานทั้งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนอกพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาว
รวมทั้งที่ผ่านมานักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนไทยช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการสะท้อนอุปสรรคการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการถูกเรียกรับ “เงินสินบน” เพื่ออำนวยความสะดวก
“ปีที่ผ่านมาจัดกิจกรรมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน ครบ 50 ปี ซึ่งระหว่างการทำงานร่วมกันและพบข้อร้องเรียนจากนักลงทุนจีนต่อเนื่องว่าคอร์รัปชันเป็นต้นตอต้นทุนแฝงทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ราบรื่น และกระทบความเชื่อมั่นการลงทุนระยะยาวในไทย”
ภาคเอกชนเตรียมผนึกกำลังเป็นวงกว้าง นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมและสถาบันการเงิน ก่อนขยายเครือข่ายไปส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคการค้า ภาคการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม และเครือข่ายผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงถูกเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อร่วมกันสร้างกลไกต่อต้านคอร์รัปชันในภาคปฏิบัติ ลดช่องโหว่เชิงระบบ และยกระดับมาตรฐานธุรกิจไทยให้สอดคล้องสากล
สำหรับข้อเสนอภาคเอกชน คือ เร่งผนึกกำลังภาคธุรกิจทุกภาคส่วน ตั้งแต่โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว โรงแรม อุตสาหกรรมการผลิต ไปจนถึงเครือข่ายผู้ประกอบการชายแดน ร่วมยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล สร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง การบังคับใช้กฎหมาย และการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจอย่างโปร่งใส
นายพจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนยกระดับการผนึกกำลังครั้งสำคัญเพื่อผลักดันวาระแห่งชาติ “ต่อต้านคอร์รัปชัน” หากรัฐยังไม่บังคับใช้กฎหมายจริงจังจะทำให้ปัญหายิ่งฝังลึกจนเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องเดิน 2 ขา “รัฐต้องเอาจริง เอกชนต้องหยุดจ่าย ไม่จ่ายใต้โต๊ะ”
นอกจากนี้ ภาครัฐต้องจัดกรอบกฎหมาย กำกับดูแล และลงโทษจริงจังกับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับจิตสำนึกปฏิเสธจ่ายสินบนทุกกรณี เพราะหากยังยอมจ่ายเพื่อให้ “งานเดิน” วงจรคอร์รัปชันจะไม่สิ้นสุด
ทั้งนี้ เอกชนประเมินต้นทุนความเสียหายจากคอร์รัปชัน “อย่างน้อย” ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท เฉพาะความเสียหายทางตรง ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมมีมูลค่าสูงกว่านั้นมาก ตั้งแต่สเปกโครงการรัฐที่บิดเบือนเพราะจ่ายเปอร์เซ็นต์ คุณภาพงานก่อสร้างถดถอยไปจนถึงอุบัติเหตุจากสาธารณูปโภค ซึ่งกัดกินงบประมาณซ้ำซ้อนและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน
นอกจากนี้ ผลกระทบที่รุนแรงไม่แพ้ตัวเลขความเสียหายคือ “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุนและประชาคมโลก เมื่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ การตัดสินใจลงทุนย่อมชะลอ ประเทศคู่ค้าตั้งคำถามต่อธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
สำหรับมุมมองนักลงทุนต่างชาติสะท้อนภาพเดียวกัน โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) จัดทำรายงานประเมินการค้าและการลงทุนในไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ถูกยกขึ้นต่อเนื่องจาก “คอร์รัปชัน” ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การขยายกิจการ และความมั่นใจในกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม
นายพจน์ กล่าวว่า เกือบทุกพรรคการเมืองยกประเด็นคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก สะท้อนการตื่นตัวของภาคการเมืองต่อปัญหาเชิงโครงสร้างที่สังคมไทยเผชิญ โดยภาคเอกชนย้ำว่าสิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่าคำประกาศเชิงนโยบาย คือ “แอ็คชัน” ที่ชัดเจนของรัฐ ตั้งแต่กลไกรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ระบบตรวจสอบที่รวดเร็ว ไปจนถึงการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
เครือข่ายเอกชนเตรียมเข้าพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) เพื่อขอความชัดเจนขั้นตอนการดำเนินการเมื่อมีการร้องเรียน ตั้งแต่กระบวนการรับเรื่อง การตรวจสอบ การคุ้มครองพยาน ไปจนถึงกรอบเวลาการพิจารณาคดี
นอกจากนี้ กลุ่มเอกชนเตรียมเปิดประเด็น “10 จุดเสี่ยงคอร์รัปชันหลักของประเทศ” ต่อสาธารณะ เพื่อชี้เป้าปัญหาเชิงระบบและกระตุ้นการปฏิรูปในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูง โดยคดีทุจริตไม่ใช่เพียงคดีอาญาทั่วไป แต่เป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่บั่นทอนความเชื่อมั่นประเทศ
พร้อมกันนี้เสนอให้รัฐบาลเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการพึ่งพา “ดุลพินิจ” เจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญที่นำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์ โดยมองว่าการออกแบบขั้นตอนการอนุญาต อนุมัติ และตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลและ AI จะช่วยลดการพบปะต่อรองแบบตัวต่อตัว เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้
นายพจน์ กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างจำนวนมากมีรากเหง้ามาจากกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อนข้ามกระทรวง ซึ่งเอกชนผลักดันทบทวนกฎหมายตั้งแต่ปี 2557-2558 แต่ความคืบหน้ายังจำกัด
มาตรการที่ทำได้ “ทันที” และเห็นผลเร็ว คือ การเร่งแก้ไขกฎกระทรวงและระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานเพื่อตัดความซ้ำซ้อน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ ควบคู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อลดช่องว่างการใช้ดุลพินิจ
ทั้งนี้ปัจจุบันมีความร่วมมือมากกว่า 36 เครือข่าย โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาทิ
ด้านมาตรการเชิงปฏิบัติ ลดช่องว่างการเรียกรับผลประโยชน์ในภาคธุรกิจและภาครัฐ ได้ร่วมมือกับAnti-Corruption Organization of Thailand (ACT) และแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)
ด้านภารกิจการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและธรรมาภิบาล ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)ในฐานะองค์กรหลักด้านองค์ความรู้และกลไกเชิงสถาบันเพื่อเชื่อมโยงงานภาคปฏิบัติเข้ากับกรอบมาตรฐานสากล
ด้านงานวิชาการ ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมทำข้อมูลและพัฒนาชุดองค์ความรู้รองรับการผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้าง รวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมพัฒนาฐานข้อมูลด้านธรรมาภิบาลใช้เป็นเครื่องมือวิชาการในการติดตามปัญหาคอร์รัปชัน
ด้านการสื่อสารสาธารณะ ประสานสมาคมและองค์กรภาคสังคมหลายแห่งเพื่อรณรงค์ปลูกจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชันผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ
ภาคเอกชน ชี้ว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ประเทศอาจเผชิญภาวะรัฐอ่อนแอ (failed state) ในเชิงความเชื่อมั่น เพราะหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถูกบั่นทอนพร้อมกัน เสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติระบุอุปสรรคหลักคือ “การเรียกรับผลประโยชน์” เพื่ออำนวยความสะดวกทางธุรกิจทำให้ต้นทุนเพิ่ม ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบสูงขึ้น และลดแรงจูงใจ
ทั้งนี้ภาคเอกชนเสนอกรอบปฏิรูปเชิงโครงสร้างภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยเริ่มจาก 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยวและบริการ เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมบริการสำคัญเพื่อไล่ตรวจทีละอุตสาหกรรมว่า “กฎหมายใดเป็นคอขวด”ก่อนเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้





