"พิพัฒน์" เผย “อนุทิน” เรียกประชุม ศบก.ชุดใหญ่พรุ่งนี้ เรียกทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อกับอุตสาหกรรมและการค้าน้ำมันของประเทศแก้ปัญหาทั้งระบบ ปริมาณ - โครงสร้างน้ำมัน เตรียมไล่บี้ตัวเลขจริงจากทุกหน่วยงาน ปูดอาจมีลักลอบขนส่งน้ำมันทางเรือออกต่างประเทศ ปัดข้อเสนออุดหนุนราคาน้ำมันตรงให้ Jobber
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง (ศบก.) เปิดเผยภายว่าในวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมทั้งเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและการค้าน้ำมันทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของพลังงาน ทั้งโรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ค้าน้ำมัน รวมทั้งผู้ขายส่งน้ำมัน (Jobber) มาประชุมร่วมกันที่สภาฯ เพื่อหาทางออกและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไทย
ส่วนองค์ประกอบของภาครัฐนั้นจะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มาดูในเรื่องของโครงสร้างภาษี และในส่วนของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ จะเข้ามาดูผลกระทบเรื่องของสินค้า และจะมีองค์ประกอบหลาย ๆ กระทรวงเข้ามาหาทางออกร่วมกัน
สำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ นายพิพัฒน์ยอมรับว่า ตนเองก็มีความสงสัยในข้อเท็จจริง เนื่องจากพบความย้อนแย้งข้อมูลของภาครัฐและเอกชน โดยระบุว่ากระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรองถึง 101 วัน และโรงกลั่นน้ำมันก็ยังคงกลั่นน้ำมันเต็มกำลังการผลิต (Capacity)
"ตัวผมเองก็มีปั๊มน้ำมันหลายยี่ห้อเพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบ ในอดีตปั๊มเคยขายได้วันละ 15,000 ลิตร แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊มผมแค่ 4,000-5,000 ลิตร น้ำมันหายไป 10,000 ลิตรต่อวัน ในเมื่อบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แล้วน้ำมันมันล่องหนได้อย่างไร แสดงว่าต้องมีคนโกหกอย่างน้อย 1 คน" นายพิพัฒน์กล่าว
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ในการ ลักลอบนำน้ำมันออกไปขายต่างประเทศทางเรือ โดยได้สอบถามไปยังกรมธุรกิจพลังงานแล้วว่ามีการงดการส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง เพราะหากไม่มีที่เก็บน้ำมันในประเทศ น้ำมันที่กลั่นออกมาทุกวันก็ไม่ควรจะขาดแคลน และยืนยันว่า ภาครัฐไม่เคยมีมาตรการจำกัดโควตาการขายน้ำมัน แต่การจำกัดโควตานั้นเกิดขึ้นจากผู้ค้าหรือโรงกลั่นเอง
"วันพรุ่งนี้จะมาแก้ผ้าดูทีละคนว่าใครที่ตุนน้ำมัน ใครที่โกหก จะมีการจับเท็จให้ได้ว่าสิ่งที่โรงกลั่นและหน่วยงานต่างๆ บอกว่าน้ำมันไม่ช็อตนั้น ข้อเท็จจริงน้ำมันล่องหนหายไปไหน" นายพิพัฒน์ กล่าว
เมื่อถามว่าที่มีข้อสังเกตว่าโรงกลั่นเอาน้ำมันเก่ามาขายในราคาปัจจุบันทำให้ได้กำไรมาก นั้นในเรื่องนี้ต้องบอกว่าตนไม่ได้ชี้แจงหรือตอบคำถามแทนโรงกลั่นหรือผู้ประกอบการ วันนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การสั่งซื้อน้ำมันดิบไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วได้น้ำมันวันนี้ มันจะต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน เพราะฉะนั้นวันทีสั่งซื้อ และมีการกลั่นในวันนี้ เป็นน้ำมันอดีตก่อนการรบแน่นอน แต่บอกว่าน้ำมันราคาถูกแต่ทำไมมาขายในราคาแพง แต่ถ้าวันนี้ราคาสูง 100 ดอลลาร์ อีก 3 เดือนรับน้ำมันดิบเข้ามาที่คลัง และอีก 3 เดือนสงครามยุติ ราคาน้ำมันดิบลดลงไปเหลือ 60 ดอลลาร์ แต่รับน้ำมันดิบที่ 100 ดอลลาร์ แล้วถึงเวลานั้นโรงกลั่นจะไปขายราคาที่ 100 ดอลลาร์ก็ไม่ได้ อันนี้เราพูดถึง Fair to Fair มีกติกาของการค้าขาย กติกาของการเทรด ไม่ใช่เอาแต่ได้
“วันที่เขารับซื้อน้ำมันถูกเขามีกำไร ณ วันนี้ แต่ในวันหน้าเมื่อสงครามยุติเขาขาดทุน ผมฝากสื่อเลย พวกเราคิดตัวเลขบวกลบคูณหารเป็นทุกคน เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ความยุติธรรมสำหรับโรงกลั่น สำหรับผู้ประกอบการ เป็นที่รู้กัน ผมมีสถานีบริการ ผมมีแบรนด์ ผมค้าขายในเรื่องของน้ำมัน แต่ผมก็ไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเอง เพราะผมไม่มีโรงกลั่น ผมซื้อวันนี้ผมขายราคาวันนี้ ผมอัตราเสี่ยงน้อย แต่ไม่เหมือนโรงกลั่น ซื้อวันนี้อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันมากลั่น แล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นตัวผมเองในฐานะเป็นผู้ค้ากับโรงกลั่น อยู่ในคนละสถานะ ความเสี่ยงของโรงกลั่นมีมากกว่าของผม ถือว่าซื้อมาขายไปวันต่อวัน เพราะฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ผมก็ไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนี้”
เมื่อถามว่าข้อเสนอของภาคเอกชนที่ให้อุดหนุนราคาน้ำมันตรงให้กับกลุ่ม Jobber สามารถทำได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่สามารถทำได้เพราะข้อกฎหมายไม่เอื้อให้ทำ เรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาด้วยแนวทางอื่นต่อไป





