นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือน ก.พ.2569 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนก.พ.2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 90.0 จาก 88.7 ในเดือนม.ค. ปัจจัยหลักที่หนุนดัชนีในเดือนก.พ. มาจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการและภาคครัวเรือน
ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเดือนม.ค.ขยายตัวโดดเด่น มูลค่ากว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจาก 0.46% เหลือ 0.32% เป็นเวลา 1 ปี ช่วยเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน
ในมิติการค้าโลก สหรัฐฯ ยกเลิกภาษี Reciprocal Tax 19% แม้ยังคงใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 122 ในอัตรา 10-15% แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคการส่งออกไทย ขณะที่การบริโภคภายในประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีนมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงกว่า 50,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีโดยรวมฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะกำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงปัญหาไฟป่าตามแนวชายแดนที่กระทบซัพพลายเชน
"ประเด็นสำคัญคือการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 29.5% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น"
นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อและส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก
ปัจจุบันรัฐบาลได้ขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร โดยภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5%
ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหาราคาเขย่ง ในตลาดน้ำมัน โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อย (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่
นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลให้วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก เหล็ก และอลูมิเนียม ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันเตาที่พุ่งจาก 7-8 บาท เป็น 23-24 บาทต่อลิตร สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง
ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่
ฉากทัศน์ที่ 1 คุมสถานการณ์ได้ (น้ำมันไม่เกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ราคาดีเซลทรงตัวไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ต้นทุนการผลิตเพิ่มเล็กน้อย ราคาสินค้าอาจขยับในกรอบจำกัด 1-2% เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อได้
ฉากทัศน์ที่ 2 ความตึงเครียดปานกลาง (น้ำมัน 100-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ต้นทุนขนส่งเพิ่ม 5-12% ผู้ประกอบการเริ่มทยอยปรับราคาสินค้า 3-5% กระทบกำลังซื้อภายในประเทศอย่างมีนัย
ฉากทัศน์ที่ 3 วิกฤติรุนแรง (น้ำมัน 120-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง เกิดแรงส่งผ่านราคาทั่วห่วงโซ่การผลิต ราคาสินค้าอาจปรับขึ้นมากกว่า 5% พร้อมความเสี่ยงสินค้าขาดตลาด และอาจฉุด GDP ไทย เหลือเพียง 1.3%
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม ได้แก่ การอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน การพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ และการบริหารราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรม ย้ำว่าช่วงเวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องอาศัยการบริหารนโยบายอย่างแม่นยำ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนพลังงาน เสถียรภาพราคา และความสามารถแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่คลี่คลาย





