สถานการณ์การคอร์รัปชันไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ล่าสุดปี 2568 ไทยทำได้เพียง 33 จาก 100 คะแนน ร่วงไปอยู่อันดับที่ 116 ของโลก และอยู่อันดับที่ 8 ของอาเซียน โดยมีคะแนนต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น สปป.ลาว เวียดนาม อินโดนีเซียและมาเลเซีย ถือเป็นการสอบตกเรื่องคอร์รัปชันอย่างรุนแรงอีกปี
นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์คอร์รัปชันของไทยเปรียบเทียบได้กับการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และมีปัญหาเรื่องนี้มายาวนานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยหากเปรียบเทียบกับคนป่วยเราปล่อยปัญหานี้มานานจนเริ่มส่งสัญญาณวิกฤติ
“ถ้าเทียบเป็นคนป่วย เราคงเป็นคนเป็นโรค NCD ที่เราไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่เคยคิดจะพัฒนาตัวเอง แล้วก็ปล่อยให้โรคสะสมจนวันหนึ่งมันเริ่มส่งสัญญาณที่วิกฤติ”
ทั้งนี้ปัญหาหลักของการคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยขาดแคลนกฎหมาย แต่อยู่ที่ได้ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แม้ที่ผ่านมาจะมีการประกาศให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเป็น “วาระแห่งชาติ” หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายฉบับเพื่อปราบโกง
แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษอย่างจริงจัง เห็นได้จากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยแทบไม่มีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหรือรัฐมนตรีถูกลงโทษในคดีทุจริตคอร์รัปชันให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนามที่ลงโทษรัฐมนตรีที่ทุจริตอย่างต่อเนื่องทุกปี
“ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมาย ปัญหาที่สำคัญสำหรับผมคือ เราไม่บังคับใช้จริง มีหลายกรณีเห็นชัดเจนว่าทุจริตแน่นอน รับสินบนแน่นอน แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครติดคุก” นายธิปไตร กล่าว
นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมาดัชนีคอร์รัปชันไทยทรงกับทรุดมาตลอดหลายปี ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกลับปฏิรูปหน่วยงานและกฎหมายจนคะแนนการปราบปรามการทุจริตเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อคะแนน CPI โดยเฉพาะเวียดนามที่ได้ถึง 40 คะแนน
รวมทั้งที่น่าตกใจ คือ สปป.ลาว ที่เคยมีคะแนนต่ำกว่าไทยมากเมื่อ 10 ปีก่อน ปัจจุบันกลับมีคะแนนแซงหน้าไทย ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นการลงทุน โดยเฉพาะปัญหา “ทุนเทา” ที่เข้ามาฟอกเงินในระบบเศรษฐกิจไทยหลายวงการ
ทั้งนี้ การเข้ามาของทุนเทาเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคอร์รัปชัน เนื่องจากเป็นการทำลายขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย เปรียบเทียบเหมือนผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาต้องเผชิญกับ “ปีศาจ” สองตัวพร้อมกัน คือ
1.การถูกเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่รัฐ
2.การแข่งขันกับทุนเทาที่นำเงินมาฟอกในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นผลกำไรจากการดำเนินงานปกติเหมือนธุรกิจทั่วไป ทำให้ธุรกิจที่ถูกกฎหมายสู้ไม่ได้และไม่อยากลงทุนต่อ
รวมทั้งที่ผ่านมาการที่ทุนเทารุกเข้าไปในตลาดทุนไทยทำให้เกิดวิกฤติความเชื่อมั่นในตลาดทุน การที่ทุนเทาแทรกซึมเข้าสู่ตลาดทุนเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลให้คุณภาพด้านธรรมาภิบาล (Corporate Governance) ของบริษัทจดทะเบียนลดลง
“เมื่อนักลงทุนมองว่าตลาดทุนขาดความโปร่งใสและถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจนำเงินมาลงทุน เนื่องจากนักลงทุนต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า และความมั่นคงของระบบเป็นหลัก”
ชี้จ่ายสินบนภาครัฐแตะ 20-30%
นอกจากนี้กฎหมายที่มากเกินไปจนเกินความจำเป็น ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายต้องรับภาระต้นทุนมหาศาล ถือเป็นต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจที่สูงขึ้น
ขณะนี้ปัญหาคอร์รัปชันและทุนเทามักมาคู่กับการเรียกรับสินบน ซึ่งบางโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอาจมีการจ่ายสินบนสูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการ
รวมถึงต้นทุนในการขอใบอนุญาตต่าง ๆ อาจสูงเกินกว่า 50% ของค่าดำเนินการจริง ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ถือเป็นภาระมหาศาลที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หากปล่อยไว้เช่นนี้ นักลงทุนอาจมองว่าไทยเป็นประเทศที่ทำธุรกิจได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเข้าขั้นรัฐล้มเหลว (Failed State) ในทางเศรษฐกิจได้
“หากปัญหาทุนเทาและการทุจริตยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะที่นักลงทุนไม่อยากเข้ามาทำการค้าหรือลงทุน เพราะรู้สึกว่าการทำธุรกิจในไทยมีความเสี่ยงและยากลำบากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจนำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวในสายตานักลงทุน แม้จะไม่มีสงครามแต่เศรษฐกิจจะถดถอยจนยากจะเยียวยา”นายธิปไตยกล่าว
องค์กรอิสระล้มเหลวถ่วงดุล
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันรุนแรงขึ้น คือ ความล้มเหลวของการทำงานของ “องค์กรอิสระ” ที่ล้มเหลวในการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบทบาทขององค์กรอิสระ ที่ควรทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบหลัก แต่ปัจจุบันกลับทำงานได้ไม่ตรงตามความคาดหวังของสังคม รวมทั้งยังมีคำถามเรื่องความโปร่งใสและผลงานที่ไม่ชัดเจนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นหากจะแก้ไขเรื่องนี้ควรมีกลไกที่ทำให้องค์กรเหล่านี้ต้องมี “ความรับผิดชอบ” (Accountability) ต่อประชาชนมากขึ้น เช่น การให้ภาคประชาชนเข้าชื่อตรวจสอบหรือถอดถอนได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นกรอบและข้อบังคับในการทำงานขององค์กรอิสระที่ต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มากขึ้น
ชงรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาปฏิรูปทันที
นายธิปไตร กล่าวต่อว่า คะแนน CPI เก็บคะแนนช่วงครึ่งแรกของปี โดยช่วงเวลาสำคัญตั้งแต่ปัจจุบันถึง เดือน มิ.ย.2569 ซึ่งเป็นช่วงองค์กรระดับโลกเริ่มเก็บข้อมูลเพื่อประเมินคะแนนที่ประกาศในปี 2570
นั้นรัฐบาลต้องแสดงความจริงใจให้เห็นผ่านการกระทำที่รวดเร็วว่าเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะการนำระบบ Digital Government และ Open Data มาใช้เพื่อเปิดเผยข้อมูลสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง งวดงานและงวดเงิน ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น รวมถึงการปฏิรูปกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Regulatory Guillotine) เพื่อลดช่องว่างการเรียกรับเงินสินบน
“ถ้าในครึ่งปีนี้เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้สังคมรู้สึกได้จริง คะแนน CPI ที่ประกาศในปี 2570 อาจจะยิ่งแย่ลงไปอีก จนเราอาจต้องมาพูดกันอีกครั้งว่าคะแนนของเราแพ้ใครเพิ่มอีกบ้าง”นายธิปไตร กล่าว





