นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในติดตามผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า
ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้า ทั้งนี้ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคาเดิม รวมทั้งประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบสินค้า 6 กลุ่ม สำคัญที่เป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ โดยอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน ได้แก่
1.กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
2.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง
3.กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช
4.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง
กระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยลดความเสี่ยง
ส่วนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีต่อเนื่อง โดยปัจจุบันไทยมีสต็อกเพียงพอใช้ในประเทศ ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน
สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า ใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่
1.กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด
2.กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน
3.กลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน
นอกจากนี้ ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 มีสินค้าควบคุม 59 รายการ โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตกรมการค้าภายในและจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนรอบด้านก่อนอนุญาตขึ้นราคา
“ไวไว” เผยเม็ดพลาสติกไม่รับโค้ดราคา
นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตสินค้าให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปิโตรเคมีอย่างเม็ดพลาสติก ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ หรือ แพ็กเกจจิ้ง เป็นสิ่งที่น่ากังวล ซึ่งผลกระทบได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ใช้แพ็กเกจจิ้งด้วย
ทั้งนี้ ไวไว ตั้งทีมงานบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเหมือนบนเรียนช่วงที่โควิด-19 ระบาด แต่ต่างกันจากดูแลโรคติดต่อมาเป็นเกาะติดราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้า รวมถึงทำหน้าที่ในการต่อรองด้านต้นทุนการผลิตให้ดีที่สุด
ทั้งนี้เบื้องต้นในระยะสั้นถึงสิ้นเดือน เม.ย. บริษัทจะยังไม่ได้รับผลกระทบ หรือมีผลต่อราคาสินค้าแต่อย่างใด เนื่องจากได้เจรจาซื้อขายวัตถุดิบกับซัพพลายเออร์ล่วงหน้า เช่น จะขายวัตถุดิบรายการนี้ ราคานี้ในช่วง 3-6 เดือน ดังนั้นเมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น บางอย่างซัพพลายเออร์เป็นผู้แบกรับเพื่อคงราคาเดิมไว้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของเม็ดพลาสติกนั้น ขณะนี้ไม่มีการให้แนวโน้มราคาหรือโค้ดราคาแล้ว
“เรามีทีมงานติดตามต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างใกล้ชิดเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หากวัตถุดิบมีแนวโน้มจะขึ้นราคาต้องหาทางเจรจาล็อกต้นทุนได้หรือไม่ เพราะคาดการณ์ยากวัตถุดิบจะขึ้นไปที่เท่าไร น้ำมันจะแตะไปที่กี่ดอลลาร์ต่อบาร์เรล"
นายยศสรัล กล่าวว่า บริษัทมีซีนาริโอแต่ละอย่างเพื่อคำนวณต้นทุน เช่น ช่วงนี้บริษัทมีวัตถุดิบผลิตสินค้าซึ่งวางแผนทุกอย่างถึงปลายเดือน เม.ย. แล้ว ดังนั้นภาพรวมจึงไม่กระทบ แต่หลังจากเดือน พ.ค. จะต้องมาพิจารณาต้นทุนอีกครั้ง
"สิ่งที่กังวลสุดตอนนี้คือเม็ดพลาสติก ที่ซัพพลายเออร์ไม่โค้ดราคาแล้ว หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อค่อนข้างจะส่งผลกระทบหนัก ไม่แค่บะหมี่ฯ แต่สินค้าทุกอย่างเลย”
เบรกผลิตสินค้ากำไรต่ำ
นอกจากเกาะติดต้นทุนอย่างใกล้ชิด บริษัทยังบริหารจัดการการผลิตสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ลดการผลิตสินค้ารายการ (เอสเคยู) ที่กำไรน้อย ผลิตแล้วไม่คุ้ม ไม่เกิดการประหยัดจากขนาด (economies of scale) เช่น รสเจ เพราะขายน้อย การขายหลัก ๆ ในช่วงเทศกาล จึงหยุดการผลิตชั่วคราวก่อน
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมองกรณีเลวร้ายสุด คือ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะกดดันต้นทุนการผลิตสูง อาจต้องมีการรวมพลังกับผู้ประกอบการบะหมี่รายอื่น ๆ แจงผลกระทบให้กับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด
“ต้นทุนพลังงานน้ำมัน น้ำมันปาล์ม แป้งสาลี ระยะยาวจะมีผลทั้งสิ้น แต่ระยะสั้นภายในเดือน เม.ย. เรายังไม่ได้รับผลกระทบ แต่หากสถานการณ์รุนแรงจริง ๆ ยืดเยื้อ ซัพพลายเออร์ส่งวัตถุดิบให้เราไม่ได้ ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น ไม่ไหว ก็ต้องคุยกัน ต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาด กลไกราคา ไม่อย่างนั้นเราต้องดูแลไม่ให้ผู้บริโภคกักตุนสินค้า"
นายยศสรัล กล่าวว่า หากแบกรับไม่ไหวจริง ๆ ก็จะไม่ผลิตสินค้าที่เกินต้นทุน เช่น บะหมี่ แบบซอง 7 บาท หากต้นทุนการผลิตเกินราคาขายปลีก 7 บาท บริษัทก็ขายไม่ได้ ซึ่งราคาสินค้าขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง ๆ หากหลังเดือน พ.ค. ช่องแคบฮอร์มุซผ่านได้ เหตุการณ์ยุติ ไม่มีอะไร ก็จำหน่ายสินค้าราคาเดิม
สินค้าควบคุมต้องอดทนแบกรับต้นทุนพุ่ง
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” กล่าวว่า สถานการณ์ราคาพลังงานส่งผลให้ต้นทุนการผลิตบะหมี่ฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะฟิล์มที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบซองขยับขึ้น 30% และที่ต้องจับตาจากนี้คือราคาน้ำมันปาล์ม เพราะหากถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมน้ำมันหรือไบโอดีเซล อาจทำให้ราคาปาล์มดิบสูงขึ้น จากตอนนี้ราคาอยู่ที่ 6 บาท/กก. และผลผลิตอยู่ในช่วงออกสู่ตลาด
ทั้งนี้ หากน้ำมันปาล์ม แป้งสาลี และแพ็กเกจจิ้งราคาสูงขึ้นครบองค์ประกอบ ผู้ผลิตบะหมี่ฯ อาจต้องหารือกับรัฐ แจงต้นทุน และกำหนดแนวทางราคาสินค้าใหม่ แต่เบื้องต้น ในฐานะสินค้าควบคุมมีหน้าที่ต้องอดทน
“สถานการณ์ตะวันออกกลาง มีผลต่อต้นทุนพลังงาน การผลิตสินค้า ตอนนี้ผู้ผลิตต้องแอปซอร์บไป จบที่เรา แต่ราคาน้ำมันพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยากจะประเมิน และถ้าแป้งสาลี น้ำมันปาล์ม แพ็กเกจจิ้งขึ้นพร้อมกัน ก็ต้องดูว่าจะทนได้นานแค่ไหน เพราะสินค้าควบคุมมีหน้าที่ต้องทน ถ้าไม่ไหวก็คือไม่ไหว”





