การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 มี.ค.2569 ได้หารือผลกระทบและการรับมือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูงนับตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีวันที่ 28 ก.พ.2569น
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.รายงานฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นอยู่ที่ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์สูงกว่าบาร์เรลละ 190 ดอลลาร์ มาแล้ว 3 วัน สูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ 100%
ทั้งนี้ สศช.ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์นี้เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้
1.สถานการณ์จบใน 1 เดือน หรือสงครามสิ้นสุดลงไม่เกินกลางเดือนหรือสิ้นเดือน เม.ย.2569 โดยหากการสู้รบยุติเร็วจากแรงกดดันของประเทศคู่ขัดแย้งที่เริ่มมีสัญญาณต้องการยุติสงคราม รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุชได้
สำหรับฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมกรณีไม่มีสงครามที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้น 1% จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ลบ 0.3 ถึง 0.7%
2.สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน เป็นสถานการณ์ลากยาวและเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation ซึ่งจะเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นกระทบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมาก
3.สงครามขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายที่สุดและราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยอัตราเงินเฟ้อจะสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มาก และประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยาก ซึ่งเป็นภาวะแต่ละประเทศต้องพึ่งตัวเอง
สำหรับการประเมินผลกระทบต่อจีดีพีไทยทำได้ยาก เพราะยังไม่เห็นผลกระทบการค้าโลกและเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่คำนวณผลกระทบการขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะกระทบต่อจีดีพี 0.02%
สั่งรายกระทรวงทำมาตรการช่วยเหลือ
ทั้งนี้ สศช.ประเมิน 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือก่อน คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง
รวมทั้ง ครม.มอบหมายแต่ละกระทรวงเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือแยกตามกลุ่มเป้าหมายทั้งเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME เพื่อนำมาหารือวันที่ 20 มี.ค.2569
นายดนุชา กล่าวว่า การขึ้นราคาดีเซลจะเน้นปรับราคาแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อลดผลกระทบแต่ละเซกเตอร์ พร้อมเร่งแก้ปัญหาให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.2569 เพื่อให้การกระจายน้ำมันต่อเนื่อง
นอกจากนี้ มีมาตรการสินค้าควบคุม ควบคู่โครงการธงฟ้า การตรึงราคาปุ๋ย (ธงเขียว) ถึงเดือน พ.ค.2569 รวมทั้งเพิ่มทางเลือกพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล และ E20
สำหรับการออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสานักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ขณะนี้ทำไม่ได้เพราะอยู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม
ส่งออกอาหารตะวันออกกลาง
นายดนุชา กล่าวว่า โอกาสเศรษฐกิจขณะนี้ คือ การส่งออกอาหารที่เป็นเรื่องสำคัญของโลก โดยไทยควรใช้โอกาสนี้เร่งผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น เพื่อพยุงภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวคิดประสานงานเพื่อเปิดช่องทางส่งสินค้าอาหารไปตลาดตะวันออกกลางหากสถานการณ์การขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเอื้ออำนวย ซึ่งเป็นโอกาสทองการส่งออกเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจไทยที่กำลังเผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ประกอบกับช่วงนี้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเป็นปัจจัยบวกกับการส่งออก
“การเร่งส่งออกเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยตีตื้นหรือลดผลกระทบจีดีพีจากราคาพลังงานสูงขึ้น ดังนั้นการขยายตัวของการส่งออกจะช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ลดลงมากเกินไป แต่รัฐบาลต้องบริหารจัดการซัพพลายในประเทศให้สมดุล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในประเทศ” นายดนุชา กล่าว
ประกาศขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า จากการที่ราคาสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้ต้องขยับราคาน้ำมันในประเทศหลังจากที่มีการตรึงราคาครบ 15 วันในวันที่ 18 มี.ค.2569
ทั้งนี้ น้ำมันดีเซลจะมีการขยับราคาเพดานการตรึงราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตร ซึ่งมีเพดานใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซีย แต่อย่างไรก็ตามการขยับราคาจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในวันที่ 18 มี.ค.นี้จะมีการขยับขึ้นราคา 50 สตางค์ต่อลิตร
ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน ในส่วนของแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 จะมีการปรับราคาขึ้น 1 บาทต่อลิตร ยกเว้นราคาน้ำมัน E20 ที่จะลดลง 79 สตางค์ ทำให้ราคาถูกกว่าน้ำม้นเบนซินพื้นฐาน 5 บาทต่อลิตร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น ขณะที่น้ำมัน E85 ราคาจะลดลง 2 บาทต่อลิตร
นายอรรถพล กล่าวว่า ในส่วนของการขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์ในส่วนของน้ำมันดีเซล นั้นจะทำให้กองทุนน้ำมันฯลดการขาดทุนลงประมาณ 35 ล้านบาทต่อวัน
สำหรับการกำหนดให้มีการรายงานราคาหน้าโรงกลั่นและคลังน้ำมันจะทำให้มีการตรวจสอบปริมาณและราคาในแต่ละช่วงของการส่งไปจนถึงมือผู้บริโภคน้ำมัน
“ยืนยันว่าต้นทางมีน้ำมัน โรงกลั่นพยายามกลั่นออกมา เพิ่มเพื่อจ่ายไปที่คลัง แต่ติดตรงที่คลังของผู้ค้าน้ำมัน รถที่จะรับจากคลังมาไม่ทัน เพราะเที่ยววิ่งไม่ทัน กรณีรถที่วิ่งไปต่างจังหวัดใช้ระยะทางเท่าเดิม ในขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า รถจึงวิ่งไปส่งไม่ทัน จึงทำให้บางปั๊มไม่มีน้ำมันในบางช่วงเวลา ซึ่งกำลังแก้ปัญหาตรงนี้อยู่ เพื่อให้เพิ่มเที่ยวในการขนส่งน้ำมันเพิ่มมากขึ้น“ นายอรรถพล กล่าว
ส่งสัญญาณตรึงค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.
การกำหนดค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 อยู่ในช่วงท้าทายที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่ง LNG ทำไม่ได้
ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ขั้นตอนการกำหนดค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค.2569 ซึ่งต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบการพิจารณาเพื่อประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้า
ส่วนค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 รัฐบาลได้ประกาศลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3.88 บาท จากเดิมกำหนดไว้ที่ 3.94 บาท โดยมีการปรับลดแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติลง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน
นายอรรถพล กล่าวว่า ความคืบหน้าการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 2569) อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและปัจจัยแวดล้อมด้านพลังงานอย่างรอบด้าน เพื่อใช้ประกอบการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป
โดยในขั้นตอนแรกจะเปิดทางให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการคำนวณค่าไฟตามโครงสร้างต้นทุนจริง ตามกลไกที่กำหนด พร้อมจัดทำ “ข้อเสนอทางเลือก” หลายรูปแบบ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนสรุปอัตราค่าไฟเสนอเข้าสู่การพิจารณา
อย่างไรก็ตาม หลังจาก กกพ. สรุปตัวเลขแล้ว รัฐบาลจะเข้ามาพิจารณาอีกครั้ง โดยย้ำชัดว่าจะใช้เครื่องมือจากหลายภาคส่วนเข้าบริหารจัดการ เพื่อ “ตรึงค่าไฟ” ไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น และลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังมีความผันผวนสูง
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การกำหนดค่าไฟงวดนี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงโลกและภาระสะสมในระบบ แต่รัฐบาลยังคงยืนยันเป้าหมายหลักคือ “ดูแลประชาชน” ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพพลังงานของประเทศ
ยืนยันน้ำมันสำรอง 101 วัน
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจ แถลง ศบก.โดยในช่วงแรกได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชนว่าก่อนอื่นต้องกราบขอประธานโทษถึงความโกลาหล และอุปสรรคที่เกิดขึ้นหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้บริการจัดการสถานการณ์พลังงานในประเทศได้ โดยไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน แบ่งเป็น
1.น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน
2.น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 17 วัน
3.น้ำมันอยู่ระหว่างขนส่ง 29 วัน ส่งจากสหรัฐ 625,000 บาร์เรล และจากแองโกลา 1.9 ล้านบาร์เรล
4.น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วอีก 30 วัน
ปั๊ม 69.2% น้ำมันใกล้หมดสต๊อก
ขณะที่การตรวจสอบสต๊อกน้ำมันดิบ เบนซินและดีเซลใน 23 จังหวัด พบว่า มีน้ำมันในประเทศสำรองเพียงพอ ส่วนการตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 1,502 สถานีบริการ ระหว่าง 15-16 มี.ค.2569 พบข้อมูลดังนี้
1. สถานีบริการน้ำมัน 69.2% หรือ 1,039 แห่ง เปิดบริการ แต่น้ำมันบางชนิดหมดหรือใกล้หมด
2. สถานีบริการน้ำมัน 20.6% หรือ 306 แห่ง เปิดบริการและมีน้ำมันพอจำหน่าย
3. สถานีบริการน้ำมัน 10.1% หรือ 151 แห่ง ปิดบริการเนื่องจากน้ำมันหมด โดยตรวจสอบข้อมูลไม่มีการกักตุนหรือมีน้ำมันในคลัง
ส่วนโรงกลั่นน้ำมันของไทยมี 6 แห่ง กลั่นได้วันละ 175 ล้านลิตร แบ่งเป็นเบนซินวันละ 32-33 ล้านลิตร และดีเซลวันละ 75-80 ล้านลิตร นอกนั้นเป็นน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และแก๊สหุงต้ม (LPG) ซึ่งจัดส่งให้ผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ค้าจะส่งให้สถานีบริการน้ำมันและผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) ซึ่ง Jobber อาจไม่ได้รับน้ำมันเพื่อส่งให้ภาคอุตสาหกรรมจึงมาซื้อน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพลังงานประสานโรงกลั่นและเฝ้าระวังไม่ให้หยุดผลิต และเจรจาให้ผู้ค้ามาตรา 7 จัดส่งน้ำมันให้ Jobber เพื่อส่งไปภาคอุตสาหกรรม พร้อมขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ขยายเวลาส่งน้ำมัน 24 ชั่วโมง





