นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกพบว่าราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้องขยับราคาน้ำมันในประเทศหลังจากที่มีการตรึงราคาครบ 15 วันในวันที่ 18 มี.ค.2569
ส่วนของน้ำมันดีเซล จะขยับราคาเพดานการตรึงราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตร ซึ่งมีเพดานใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย แต่การขยับราคาจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในวันที่ 18 มี.ค.2569 จะมีการปรับราคาดังนี้
- ดีเซล เพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร
- แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 เพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร
- E20 ลดลง 79 สตางค์ ทำให้ถูกกว่าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน 5 บาทต่อลิตร จึงเชิญชวนใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น
- E85 ลดลง 2 บาทต่อลิตร
นายอรรถพล กล่าวว่า ในส่วนของการขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์ในส่วนของน้ำมันดีเซล นั้นจะทำให้กองทุนน้ำมันฯลดการขาดทุนลงประมาณ 35 ล้านบาทต่อวัน
สำหรับการกำหนดให้มีการรายงานราคาหน้าโรงกลั่นและคลังน้ำมันจะทำให้มีการตรวจสอบปริมาณและราคาในแต่ละช่วงของการส่งไปจนถึงมือผู้บริโภคน้ำมันโดยไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาในระหว่างทาง
นายอรรถพลกล่าวต่อว่าในส่วนของความพอเพียงของน้ำมันในประเทศนั้นยืนยันว่าในส่วนของต้นทางน้ำมันดิบนั้น ปัจจุบันไทยสามารถยืนยันแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งนอกเหนือกลุ่มเดิมและจากสหรัฐอเมริกา ทำให้มีปริมาณน้ำมันสำรองสำหรับใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 101 วัน
"โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งในประเทศเดินเครื่องกลั่นเต็มกำลัง 100% และได้ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นลำดับแรก"
ด้านการกระจายน้ำมัน นายอรรถพล ชี้แจงว่า ปัญหาการขาดแคลนที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดจากความวิตกกังวลของประชาชน ทำให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า จนรอบการขนส่งปกติไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงได้เร่งออกมาตรการแก้ไข ได้แก่
1.ขอความร่วมมือผู้ค้าให้ผ่อนปรนกฎเกณฑ์อายุรถขนส่งน้ำมันเพื่อเพิ่มปริมาณรถในระบบ
2.ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงคมนาคม, กทม. และตำรวจจราจร) เพื่อยกเว้นการติดเวลา (ช่วงห้ามวิ่ง) สำหรับรถขนน้ำมันโดยเฉพาะ
3.ให้คลังน้ำมันเปิดดำเนินการรับรถบรรทุกเพื่อกระจายน้ำมันตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง
นายอรรถพล กล่าวว่า เน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันการกักตุนน้ำมัน โดยได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งในคลังน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยเฉพาะการตรวจสอบถังน้ำมันใต้ดินของปั๊มที่ปิดป้าย "น้ำมันหมด" เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควรในสถานการณ์ปัจจุบัน
"ขอความร่วมมือประชาชนคืออยากให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกกับสถานการณ์เพราะมีน้ำมันสำรองพอเพียง และกำลังเร่งแก้ปัญหาการขนส่ง แต่เนื่องจากปัจจุบันยอดการใช้น้ำมันที่ประชาชนมาเติมนั้นสูงกว่าปกติมาก หากสามารถช่วยกันประหยัดการใช้น้ำมันก็จะสามารถยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรอง และประหยัดเงินในกระเป๋าได้ด้วย"





