“อัทธ์ พิศาลวานิช” ชี้คนไทยแบกดีเซลแพงเกินจริง เหตุโครงสร้างราคาบิดเบือน-รัฐปรับไม่สอดคล้องต้นทุน พร้อมตั้งคำถาม ปรับราคา ดีเซลไทยทะลุ 30 ไร้เหตุ ชี้ควรตรึงได้ 3 เดือน เพราะยังมีสต๊อกเก่ายาว 3 เดือน
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า คนไทยกำลังเผชิญภาระราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูงกว่า 30 บาทต่อลิตร ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกโดยตรง
โดยตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก ผลิตน้ำมันประมาณ 30% และส่งออกถึง 25% ของทั้งโลก ทำให้ความไม่สงบในภูมิภาคนี้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกทันที ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 60% ส่งผลให้มีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคา
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลของไทยยังมีความแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีการจัดเก็บภาษีและเงินกองทุนน้ำมันในระดับที่ต่ำกว่า และใช้งบประมาณอุดหนุนราคาเพื่อลดภาระประชาชน ส่งผลให้ราคาดีเซลของไทยสูงกว่า
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 รัฐบาลบอกว่าไทยมีสต๊อกน้ำมันอยู่ 3 เดือน นั้นหมายความว่า น้ำมันดิบเหล่านั้นซึ้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 แสดงว่าประเทศไทยมีน้ำมันดิบอยู่ที่ 90 ล้านบาร์เรล หรือ 14,310 ล้านลิตร
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน สิ้นสุดวันที่ 17 มี.ค. 2569 และเมื่อวันที่ 13 มี.ค 2569 มีการปรับค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin :GRM) จาก 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร
ทั้ง 2 กรณี “ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับ” ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีก เพราะน้ำมันดิบที่ประเทศไทยมีอยู่ เป็นการซื้อด้วยราคาถูก ซื้อมาก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569
“คนไทยควรได้สิทธิที่ซื้อน้ำมันดีเซลที่ ราคา 29.94 นาน 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2569 ไปจนถึงวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ไม่ควรมีการปรับขึ้นราคา ”ดร.อัทธ์ กล่าว
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า วันนี้ทำไม “คนไทยต้องรับกรรม” จ่ายดีเซลแพง เนื่องจากปัญหา 3 ด้าน
1.การคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกมีปัญหา วีธีการคิดราคาน้ำมันขายปลีกของไทย เป็นการคิดให้สูง แล้วผลักภาระราคาให้คนไทยต้องจ่าย ทั้งราคาที่สูงและเงินเข้ากองทุน ในขณะที่มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แม้ว่าจะอ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ทั้ง 2 ประเทศไปปรับให้ราคาลดลง เช่น ไม่เก็บภาษี ไม่เก็บเงินเข้ากองทุน
2.ห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันได้ประโยชน์ คนไทยเสียประโยชน์ โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนไปราคาขายปลีก ในขณะที่คนไทยต้องซื้อน้ำมันที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นผู้กำหนดราคา คนไทยไม่มีทางเลือก
3.อุตสาหกรรมไบโอดึเซลขาดการผลักดัน ไทยเป็นประเทศที่ใช้ไบโอดีเซลน้อยที่สุดในอาเซียนคือ B7 ในขณะที่ มาเลเซียใช้ B20 และอินโดนีเซียใช้ B40 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลชุดใด ส่งเสริมและผลักดันให้มีการใช้ไบโอดีเซลให้เพิ่มขึ้น
4.ราคา 2 ตลาด ทำตลาดน้ำมันปั่นปวนและขาดแคลน แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่ามีน้ำมันเพียงพอก็ตาม แต่ปัจจุบันเกิดการแย่งชิงน้ำมันหน้าปั้มน้ำมัน เพราะคนกลางที่ซื้อน้ำมันตรงจากโรงกลั่นไม่สามารถรับภาระน้ำมันที่แพงได้ จึงหันมาซื้อที่หน้าปั้มที่มีราคาถูกกว่า (เพราะเป็นราคาที่รัฐฯ อุดหนุน) แทน ทำให้เกิดการขาดน้ำมันแคลนที่หน้าปั้ม น้ำมันประเทศไทยมีพอแน่ แต่ “ราคาจะแพงมาก”





