นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ได้รายงานฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ
โดยปัจจุบันพบว่า ราคาน้ำมันตลาดโลก สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่านช่วงเวลาที่เริ่มมีสถานการณ์ในวันที่ 27 ก.พ.เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบดูไบ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วน ราคาน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์ อยู่ในระดับสูงกว่า 190 ดอลลาร์มาแล้วกว่า 3 วัน ซึ่งถือว่าราคาสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ถึง 100%
ทั้งนี้ สศช. ได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์นี้เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอ ครม.เพื่อกำหนดมาตรการที่ช่วยเหลือในระยะต่อไป ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์จบภายใน 1 เดือน หรือสงครามสิ้นสุดลงช่วงไม่เกินกลางเดือน หรือสิ้นเดือนเมษายน โดยหากการสู้รบยุติลงได้เร็วเนื่องจากแรงกดดันภายในของประเทศคู่ขัดแย้งเองที่เริ่มมีสัญญาณการต้องการยุติสงคราม รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุชได้ โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 85 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ -0.3 ถึง 0.7 (0.2%)
ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ลากยาวออกไป และเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คาดว่าหากเข้าสู่ฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะStagnation คือเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
และ ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีนี้อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มากและการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่แต่ละประเทศต้องพึ่งพาตัวเอง
สำหรับการประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยนั้นทำได้ยากเนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่สิ่งที่คำนวณได้จากผลกระทบในการขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะพบว่าทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.02% ทั้งนี้ 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ และต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือก่อนก็คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง
นายดนุชา กล่าวว่าโอกาสของเศรษฐกิจในขณะนี้คือเรื่องการส่งออกอาหารซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของโลก ในสถานการณ์เช่นนี้ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งผลิตเพื่อส่งออกให้มากขึ้น เพื่อช่วยพยุงภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในภาพรวม โดยรัฐบาลมีแนวคิดในการประสานงานเพื่อเปิดช่องทางส่งสินค้าประเภทอาหารไปยัง ตลาดตะวันออกกลาง หากสถานการณ์การขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเอื้ออำนวย ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการส่งออกเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจไทยที่กำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ประกอบกับในช่วงนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในบางวันค่าเงินบาทอ่อนนำภูมิภาคและกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับภูมิภาคซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับการส่งออก
“การเร่งส่งออกเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยตีตื้น หรือลดผลกระทบต่อ GDP จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นการขยายตัวของการส่งออกจะช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ลดลงมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่าในขณะที่เร่งส่งออก รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการ Supply ภายในประเทศ ให้สมดุล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนภายในประเทศด้วย” นายดนุชา กล่าว
นายดนุชาในส่วนของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลนั้นจะเน้นการปรับราคาน้ำมันดีเซลแบบเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อลดผลกระทบจากเซกเตอร์ต่างๆ พร้อมเร่งการแก้ปัญหาให้มีให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า ในส่วนของสินค้าควบคุม ควบคู่กับโครงการธงฟ้า การตรึงราคาปุ๋ย (ธงเขียว) ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และการเพิ่มทางเลือกพลังงานอย่างไบโอดีเซลและ E20 เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือแยกตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME เพื่อนำมาหารืออีกครั้งในวันศุกร์นี้
สำหรับการออก พ.ร.ก.เงินกู้สำหรับกองทุนน้ำมันฯ และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ในขณะนี้ยังไม่สามารถจะทำได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่รัฐบาลยังมีอำนาจจำกัด เป็นรัฐบาลรักษาการ จึงมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ ซึ่งต้องรอการปลดล็อกหลังมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหาร





