วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

'รัฐบาล' เบรกลดภาษีสรรพสามิต หวั่นกระทบรายได้ ยันใช้กองทุนน้ำมัน อุ้มราคาพลังงาน

'รัฐบาล' เบรกลดภาษีสรรพสามิต หวั่นกระทบรายได้ ยันใช้กองทุนน้ำมัน อุ้มราคาพลังงาน

รัฐบาลยันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแกร่ง เหลือวงเงินกู้ได้อีก 2 หมื่นล้าน ชี้ตัวเลขติดลบแค่รอบบัญชีรอเคลียร์ช่วงกลางเดือน เม.ย. ชี้ข้อเสนอหั่นภาษีสรรพสามิตลิตรละบาท หวั่นรัฐสูญรายได้ 2.8 พันล้านต่อเดือน พร้อมสั่งกระทรวงพลังงานเร่งสางปมดีเซลขาดแคลนตามสถานีบริการ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาครัฐได้เตรียมแผนรับมือและแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤติราคาพลังงานไว้อย่างชัดเจน โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้แถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในระยะต่อไป

สำหรับความกังวลเรื่องสถานะทางการเงินของ กองทุนน้ำมันฯ นั้น ตามกฎหมายได้เปิดกรอบวงเงินให้สามารถกู้ยืมได้สูงสุดที่ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการกู้ไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท จึงยังคงมีพื้นที่เหลือให้สามารถกู้เพิ่มได้อีก 2 หมื่นล้านบาท 

ส่วนกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่ากองทุนน้ำมันฯ มีตัวเลขติดลบสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาทนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการติดลบทางบัญชีเท่านั้น เนื่องจากกองทุนฯ มีรอบการชำระเงินและเคลียร์บัญชีกับคู่ค้าบริษัทน้ำมันเป็นรายเดือน โดยรอบถัดไปคือช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เม.ย. ซึ่งหากในระหว่างนี้ทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลง สถานะของเงินกองทุนฯ ก็จะหมุนเวียนกลับมาและอาจไม่ได้ติดลบตามตัวเลขที่ปรากฏ

แหล่งข่าวย้ำว่า กองทุนน้ำมันฯ ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรับแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาโดยเฉพาะ เพื่อสกัดไม่ให้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไปกระทบต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่ก่อนจะเกิดวิกฤติรอบนี้ สถานะของกองทุนฯ ได้ฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกแล้วจากที่เคยติดลบกว่าแสนล้านบาท รัฐบาลจึงยังมีพื้นที่ในการบริหารจัดการเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน

ในส่วนของข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการให้พิจารณาลดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้ประเมินผลกระทบร่วมกันพบว่า หากปรับลดภาษีลงเพียง 1 บาทต่อลิตร ครอบคลุมทั้งดีเซลและเบนซิน จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้แผ่นดินถึง 2.8 พันล้านบาทต่อเดือน รัฐบาลจึงเลือกใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือหลักในการรับภาระไว้เพียงจุดเดียว เพื่อไม่ให้กระทบต่องบประมาณในมิติอื่นๆ 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจสายการบินที่เรียกร้องให้ลดภาษีน้ำมันอากาศยานนั้น ภาครัฐพร้อมรับพิจารณา แต่มีเงื่อนไขเด็ดขาดว่าหากรัฐลดต้นทุนให้ สายการบินก็ต้องปรับลดราคาค่าโดยสารลงด้วย ไม่ใช่คงราคาเพื่อผลักภาระให้ผู้โดยสารดังเดิม

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังได้ชี้แจงถึงภาวะน้ำมันดีเซลขาดแคลนในสถานีบริการหลายแห่งว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ แต่เกิดจากกลไกตลาดที่บิดเบี้ยวจากการอุดหนุนราคา เนื่องจากนโยบายรัฐเข้าไปอุดหนุนเฉพาะหน้าสถานีบริการทั่วไป ทำให้กลุ่มผู้ค้าคนกลาง หรือ Jobber ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์

ทั้งนี้ ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรม การเกษตร และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่ปกติซื้อผ่าน Jobber หันมานำรถและแท็งก์เข้ามาแย่งเติมน้ำมันหน้าปั๊มเพื่อรับส่วนลด ทำให้ปริมาณน้ำมันหมดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากเป็นเพียงประชาชนทั่วไปเติมตามปกติ ปริมาณน้ำมันจะไม่มีทางขาดแคลน

รวมทั้งการที่สถานีบริการบางแห่งออกมาตรการจำกัดการเติมน้ำมันไว้เพียง 500 บาทต่อคัน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดและยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และเตรียมคลอดมาตรการเข้ามาจัดระเบียบระบบของกลุ่ม Jobber เพื่อแก้ไขกลไกที่บิดเบี้ยว และดึงให้สถานการณ์หน้าสถานีบริการกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด