วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สหรัฐ’อนุมัติส่งออก‘LNG’เพิ่ม ด้านไทยซื้อเติมสัญญาเดิมปีละ3แสนต้น

‘สหรัฐ’อนุมัติส่งออก‘LNG’เพิ่ม  ด้านไทยซื้อเติมสัญญาเดิมปีละ3แสนต้น

สงครามในตะวันออกกลาง ไม่ได้กระทบแต่ราคาและปริมาณในตลาดน้ำมันดิบเท่านั้น แต่พลังงานที่จำเป็นสำหรับประเทศไทยอีกชนิดหนึ่งคือ LNG (Liquefied Natural Gas) หรือก๊าซธรรมชาติเหลว

ข้อมูลจากทบวงพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า ประมาณ 80% ของน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปี 2568 มีจุดหมายปลายทางที่เอเชีย ขณะที่ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 110 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ก็ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปีเดียวกัน 

โดยประมาณ 93% ของการส่งออก LNG มาจากกาตาร์และ 96% ของการส่งออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของการค้า LNG ทั่วโลก และไม่มีเส้นทางอื่นที่จะอำนวยความสะดวกการขนส่งไปสู่ตลาดได้ดีเท่าช่องทางนี้อีกแล้ว 

สำหรับ LNG ส่วนใหญ่จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นส่งไปยังเอเชีย และในปี 2568 เกือบ 90% ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย

 เมื่อ13 มี.ค. 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc.ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย 

“จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออยู่อีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ.2584)” 

อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด

"ตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายๆ ด้าน คู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน“

ด้านนายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐ ได้อนุมัติให้เพิ่มการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ท่าเรือ Plaquemines ของบริษัท Venture Global ในรัฐหลุยเซียนา ขึ้นทันที 13% การลงนามอนุมัติการส่งออก เมื่อ 13 มี.ค. 2569  อนุญาตให้ส่งออกก๊าซธรรมชาติของสหรัฐ ในรูปของ LNG เพิ่มขึ้นได้ถึง 0.45 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (Bcf/d) ไปยังประเทศที่ไม่ใช่ภาคีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จากสถานี LNG Plaquemines 

“ด้วยคำสั่งในวันนี้ ทำให้ Plaquemines LNG สามารถส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวได้รวม 3.85 Bcf/d ไปยังทั้งประเทศภาคีและนอกภาคีข้อตกลงการค้าเสรีได้ทันที ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุปทานก๊าซธรรมชาติทั่วโลกด้วย LNG จากสหรัฐ”

สำหรับการซื้อขาย LNG ของโลกกันว่ามีการซื้อขายอย่างไรนั้น ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเล่าว่า  

ตลาดการซื้อ-ขาย LNG ที่ใช้อ้างอิงราคาในปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ภูมิภาค ได้แก่  

อเมริกาเหนือ :  ใช้ดัชนี Henry Hub (HH) ซึ่งเป็นราคาเนื้อก๊าซที่ส่งผ่านตามท่อก๊าซ แต่ยังไม่ได้รวมค่าเปลี่ยนสถานะก๊าซเป็นของเหลวและค่าขนส่ง

ยุโรป :  มี 2 แหล่ง คือ ดัชนีราคา National Balancing Point (NBP) เป็นราคาเนื้อก๊าซที่ส่งผ่านตามท่อก๊าซในสหราชอาณาจักร แต่ยังไม่ได้รวมค่าเปลี่ยนสถานะก๊าซเป็นของเหลวและค่าขนส่ง และดัชนี Title Transfer Facility (TTF) เป็นราคาซื้อขายก๊าซในเนเธอร์แลนด์ 

เอเชีย :  ดัชนีราคา Japanese Crude Cocktail (JCC) เป็นราคาอ้างอิงนำเข้าน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยของประเทศญี่ปุ่นในแต่ละเดือน

 สำหรับ รูปแบบการซื้อขาย แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก  แบบ Spot คือ การซื้อ-ขาย LNG ตลาดจร ที่มีการส่งมอบเป็นรายเที่ยวเรือ โดยราคาซื้อขาย จะอ้างอิงราคา LNG ในตลาดตามช่วงเวลานั้นๆ

แบบ Term Contract คือ การซื้อ-ขาย LNG ระยะยาว ที่มีการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่แน่นอน โดยราคาที่ซื้อ-ขายจะคำนวณตามสูตรราคาอ้างอิงกับดัชนีราคาน้ำมัน หรือราคาก๊าซตามข้อตกลงในสัญญา