วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

รับมือเอลนีโญ! สทนช. วางแผนจัดการน้ำเข้ม หวั่นกระทบ EEC

รับมือเอลนีโญ! สทนช. วางแผนจัดการน้ำเข้ม หวั่นกระทบ EEC

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาพอากาศของประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะลานีญา และมีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงต้นเดือน พ.ค. 69 และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือน ก.ค. 70 ทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศจะต้องวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้ง ควบคู่ไปกับการประเมินความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนด้วย

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ (ข้อมูล ณ 16มี.ค. 69) แหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 56,708 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือ 70%ของความจุเก็บกัก โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 32,609ล้าน ลบ.ม. หรือ58%ของความจุเก็บกักซึ่งหากแยกปริมาณน้ำเป็นรายภาค ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณน้ำต่ำกว่า 60%ของความจุเก็บกัก

 

ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก เนื่องจากเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสำคัญ โดยภาพรวมปริมาณน้ำของ 4 เขื่อนหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณรวมกัน17,957ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 72% ซึ่งมีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรไปจนสิ้นสุดฤดูแล้ง

ในส่วนปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา และเขื่อนขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่651ล้าน ลบ.ม. หรือ43% ของความจุเก็บกัก

โดยมีอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อยคือ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด มีปริมาณน้ำเพียง37ล้าน ลบ.ม. หรือ 9% ของความจุอ่าง ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับแผนลดการระบายน้ำแล้ว เชื่อมั่นว่าปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเพียงพอ และไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือพื้นที่ EEC อย่างแน่นอน

 

กรณีเกิดประเด็นข่าว “อ่างเก็บน้ำลำตะคอง จ.นครราชสีมา ประสบปัญหาภัยแล้งจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว เกษตรกรเริ่มได้รับผลกระทบ ต้องงดการทำนาปรังและหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย” นั้น ในข้อเท็จจริงปัจจุบัน (ข้อมูล 16มี.ค. 69)อ่างเก็บน้ำลำตะคองมีปริมาตรน้ำ128ล้าน ลบ.ม. หรือ41% ของความจุเก็บกัก ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา

 ขณะที่แผนการใช้น้ำทั้ง 4 ภาคส่วน ได้แก่ น้ำอุปโภคบริโภค น้ำรักษาระบบนิเวศ น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ต้องใช้น้ำประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. แต่ปัจจุบันใช้น้ำไปเพียง 40 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น

ทั้งนี้ ภาพรวมของสถานการณ์น้ำทั้งประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งเพียงพอต่อการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ อย่างไรก็ตาม สทนช. ได้กำชับให้กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ติดตามและควบคุมการระบายน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

“แม้ว่าทุกหน่วยงานจะร่วมกันบริหารจัดการน้ำต้นทุนให้มีใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ก็ตาม แต่เราจะประมาทไม่ได้ เนื่องจากแนวโน้มของสภาวะเอลนีโญและความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่ง สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงติดตามและประเมินสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง"

พร้อมพิจารณาเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบพลวัต (Dynamic Operation Curve)ของกรมชลประทานและ กฟผ. รวมทั้งการประเมิน วิเคราะห์ และคาดการณ์สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุดฤดูฝน ปี 69

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันจัดทำแบบจำลองเพื่อประเมินปริมาณน้ำทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ต่อเนื่อง 3 ปี (ปี 69-71) เพื่อให้สามารถปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปรับแผนการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้ง

ขณะเดียวกันยังคงมีพื้นที่รองรับน้ำสำหรับการเก็บกักน้ำเพิ่มเติมในช่วงฤดูฝนได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงทั้งด้านภัยแล้งและอุทกภัยควบคู่กันไป เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”