"ส.อ.ท." ชี้สงครามอิหร่านเข้าสู่สถานการณ์เริ่มจุดเปราะบาง พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เข้าช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม เพื่อสกัดไม่ให้วิกฤตลุกลามไปสู่ปัญหาสินค้าราคาแพงและขาดแคลนในวงกว้าง
KEY POINTS
- ส.อ.ท. ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของราคาน้ำมันดีเซล ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาหน้าปั๊มถึง 10 บาทต่อลิตร ทำให้ผู้ประกอบการนำรถบรรทุกไปเติมน้ำมันแข่งกับประชาชน เสี่ยงทำให้เกิดภาวะขาดแคลน
- วิกฤตพลังงานได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่เริ่มหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้น 40% และอาจเกิดปัญหาขาดแคลนบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออก
- ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนราคาพลังงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและป้องกันผลกระทบที่จะลุกลามไปยังราคาสินค้า
- หากภาครัฐไม่สามารถบริหารจัดการราคาพลังงานได้ทันท่วงที จะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะต้นทุนสูง (Cost-Push Inflation) ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าราคาแพงและขาดตลาดในวงกว้าง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ 95-100 วัน แต่ความกังวลต่อสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ ได้ก่อให้เกิดพฤติกรรม “แพนิค” ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่เร่งกักตุนน้ำมันเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต
หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้น คือ “ความเหลื่อมล้ำด้านราคา” ระหว่างภาคประชาชนกับภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบัน ราคาดีเซลหน้าสถานีบริการถูกตรึงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันฯ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมซึ่งซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้ารายย่อย หรือ “จ๊อบเบอร์” กลับไม่ได้รับการอุดหนุน ทำให้ต้องแบกรับราคาสูงกว่าถึง 10 บาทต่อลิตร
ผลที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเริ่มนำรถบรรทุกเข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม แข่งขันกับประชาชนโดยตรง สะท้อนความผิดเพี้ยนของโครงสร้างราคา และเสี่ยงซ้ำเติมภาวะขาดแคลน
ขณะเดียวกัน ผู้ค้ารายย่อยยังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จากเดิมสามารถซื้อน้ำมันได้ 100,000 ลิตร อาจลดเหลือเพียง 30,000 ลิตร ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบให้โรงงานได้เพียงพอ
ตุตฯ หนักส่อสะดุด “ปิโตรเคมี” เริ่มหยุดผลิต
อย่างไรก็ตาม พลังงานเป็นต้นทุนหลักของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม แก้ว และปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50%
ล่าสุด เริ่มมีสัญญาณการหยุดดำเนินการชั่วคราวของโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในพื้นที่ระยอง จากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ “แนฟทา” ที่ต้องนำเข้าผ่านตะวันออกกลาง
การชะงักงันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกำลังสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะ “เม็ดพลาสติก” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ปรับตัวสูงขึ้นแล้วราว 40%
“เรากำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อสินค้าอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมส่งออก เช่น อาหารแช่แข็ง ที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าในช่วงสงคราม แต่กลับอาจไม่มีบรรจุภัณฑ์รองรับ”
จี้รัฐอุดหนุนภาคอุตฯ กระจายดีมานด์ ลดแรงกดดันระบบ
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนราคาพลังงานในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เพื่อสร้างสมดุลราคา ลดแรงจูงใจในการแย่งซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม และบรรเทาต้นทุนการผลิต
แม้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันจะติดลบกว่า 12,000 ล้านบาท และมีภาระอุดหนุนสูงตั้งแต่ระดับวันละ 700 ล้านบาท เป็นระดับพันล้านบาท แต่ภาคเอกชนมองว่า การ “ประคองต้นทุน” ในช่วงวิกฤติเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันผลกระทบลุกลามไปยังราคาสินค้าปลายทาง
“หากไม่เร่งหากลไกที่เหมาะสมในการดูแลภาคอุตสาหกรรม จะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งภาคการผลิต การส่งออก และภาคเกษตรกรรม ที่ต้องเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและปุ๋ยที่สูงขึ้น”
สัญญาณเตือน “ของแพง-ของขาด” ใกล้ตัวกว่าที่คิด
สถานการณ์พลังงานที่ตึงตัวในขณะนี้ กำลังกลายเป็น “ตัวเร่ง” ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะต้นทุนสูง (Cost-Push Inflation) อย่างชัดเจน
หากภาครัฐไม่สามารถบริหารจัดการสมดุลราคาพลังงานได้อย่างทันท่วงที ความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะต้องเผชิญทั้งราคาสินค้าพุ่ง และสินค้าขาดตลาด อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ และกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งระบบเศรษฐกิจไทย





