สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมา 2 สัปดาห์ ทำให้รัฐบาลเพิ่มความเข้มข้นในการรับมือวิกฤติพลังงาน โดยวันที่ 17 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับมือสถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น
การประชุมครั้งนี้นายกรัฐมนตรีหารือเพื่อรับมือประเด็นราคาน้ำมันหลังจากตรึงราคาน้ำมันดีเซลครบ 15 วัน ไม่เกินลิตรละ 30 บาท ซึ่งครบกำหนดวันที่ 17 มี.ค.2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยก่อนการประชุมว่า มีการหารือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย แต่ยืนยันว่าณ เวลานี้ยังไม่กู้เงินเพราะอยู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ จึงยังไม่สามารถออก พ.ร.ก.ผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
นางศุภจี สุขธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการดูแลราคาสินค้าที่เริ่มสูงขึ้นตามราคานํ้ามันเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอให้รอฟังความคืบหน้าจากศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
ทั้งนี้ การประชุมรับมือวิกฤติพลังงานจากในตะวันออกกลาง มีการประชุม 2 ชุด โดยในชุดแรกเริ่มเมื่อเวลา 8.30 น.นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เรียกผู้ค้าน้ำมันและผู้แทนโรงกลั่นน้ำมันร่วมประชุมด่วน เพื่อหารือประเมินสถานการณ์ร่วมกันและวางมาตรการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า
กระทรวงพลังงานและผู้ค้าน้ำมันได้ข้อสรุปหลังการประชุม โดยจะมีแนวปฏิบัติเร่งระบายน้ำมันสู่สถานีบริการ เช่น การระดมเพิ่มรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน การเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังไปพื้นที่เป้าหมายให้เร็วขึ้น โดยกระทรวงพลังงานย้ำความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน
รวมทั้งเชื่อมั่นว่าจากมาตรการเร่งด่วนทั้งหมดนี้ จะช่วยเติมเต็มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลน และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ
นายกฯเรียกทีมเศรษฐกิจแก้ปัญหา
ขณะที่การประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ ที่ตึกไทยคู่ฟ้าในเวลา 9.30 น. ที่ประชุมรับทราบสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีสถานะติดลบ 12,605 ล้านบาท นับตั้งแต่อุดหนุนราคาดีเซลตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.เป็นต้นมา ซึ่งรัฐบาลต้องขยับเพดานดีเซลขึ้นจากเดิมที่ตรึงราคา 29.94 บาทต่อลิตร เพื่อให้สะท้อนราคาตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การขยับราคาน้ำมันจะไม่เพิ่มทีเดียวแบบสูงมาก แต่จะขยับราคาทีละ 50 สตางค์หรือ 1 บาทต่อลิตร แบบที่เคยดำเนินการเพื่อไม่ให้กระทบราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชนมากเกินไป
ส่วนการออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเรื่องที่ ครม.ชุดปัจจุบันเตรียมการข้อกฎหมายไว้ โดยเป็นการตัดสินใจของ ครม.ชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็ม
ฉากทัศน์แย่สุดสงครามยืดเยื้อ
นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของหน่วยงานเศรษฐกิจแต่ละฉากทัศน์ ดังนี้
1.กรณีสงครามยุติใน 1 เดือน และไม่ขยายไปทั่วภูมิภาคจะเป็นสถานการณ์ดีที่สุด โดยจะกระทบเศรษฐกิจไทยไม่มาก โดยการขยายตัวของ GDP ยังใกล้เคียง 2%
2.กรณีสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวระดับสูงกว่าบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือน มี.ค.-เม.ย.2569 สูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจไทยระยะต่อไปมากขึ้น
3.กรณีเลวร้ายที่สงครามขยายวงระดับภูมิภาคหรือนอกภูมิภาค โดยมีประเทศพันธมิตรหลายประเทศเข้าร่วมสงครามในตะวันออกกลางจนเกิดเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งราคาน้ำมันจะยิ่งสูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจไทยมากที่สุด
รวมทั้งกรณีสงครามตะวันออกกลางสิ้นสุดเร็ว แต่ทีมเศรษฐกิจประเมินราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะทรงตัวอยู่ระดับสูงต่อหลายเดือนหรืออาจมีราคาสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะดีมานต์น้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น หลังจากหลายประเทศปล่อยน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมา และจะต้องซื้อน้ำมันดิบเข้าไปเก็บในคลังสำรองตามเดิม
หวั่นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเสียหาย
นอกจากนี้ การสู้รบในตะวันออกกลางช่วงที่ผ่านมาสร้างความเสียหายให้โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและก๊าซเสียหายมาก ซึ่งกระทบการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางอีกระยะเวลา ซึ่งฉากทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจทั้งหมดจะเสนอ ครม.รับทราบวันที่ 17 มี.ค.2569
รวมทั้ง ที่ประชุมกำชับให้กระทรวงพลังงานเร่งลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางลงอีก และใช้เครือข่ายบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง รวมทั้งประสานโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งให้เดินเครื่องกลั่นน้ำมัน 100% เพื่อให้มีน้ำมันสำเร็จรูปเพียงพอจำหน่ายในประเทศ
ส่วนปัญหาการขนส่งน้ำมันให้เร่งประสานภาคเอกชนในการขนส่งน้ำมันไปสถานีบริการเร็วขึ้น ควบคู่การแก้ปัญหาการจำหน่ายน้ำมันภาคอุตสาหกรรมที่ราคาสูงกว่าราคาหน้าสถานีบริการมากทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมมาซื้อน้ำมันหน้าปั๊มแทนที่จะซื้อผ่านผู้ค้าส่งเหมือนเดิม
ภาคขนส่งชงลดภาษีดีเซล3เดือน
นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สหพันธ์ฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อการขึ้นราคาและการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่กระทบโดยตรงกับภาคการขนส่งและโลจิสติกส์
ดังนั้น ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา อาทิ มาตรการราคาน้ำมันควรตรึงราคาดีเซลอย่างน้อย 30 วัน เพื่อลดภาระและผลกระทบประชาชนและต้นทุนที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตและบริการ
รวมทั้งควรประกาศยกเลิกและระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดชั่วคราว เพื่อให้ปริมาณน้ำมันสำรองมีเพียงพอ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้น้ำมันของประเทศในกรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ และช่วงวิกฤตินี้ควรยกเลิกเก็บภาษีสรรสามิตน้ำมันอย่างน้อย 3 เดือน
นายทองอยู่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสหพันธ์ฯ ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลแต่ยังไม่มีการตอบรับ ดังนั้นสหพันธ์ฯ จะนัดจัดกิจกรรม TRUCK POWER บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง วันที่ 18 มี.ค.2569 เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา พร้อมทั้งปราศรัยเกี่ยวกับข้อมูลข้อเท็จจริงในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับภาคขนส่ง โดยเบื้องต้นจะมีรถบรรทุกเข้าร่วมกว่า 250 คัน
ส.อ.ท.หวังรัฐบาลดูแลต้นทุนธุรกิจ
นายนาวา จันทรสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมองว่าหากรัฐบาลดูแลราคาพลังงานโดยเฉพาะดีเซลอยู่ระดับที่มีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยลดแรงกดดันภาคธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของภาคการผลิตและการค้า
"ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นการบริหารราคาพลังงานให้เกิด ‘จุดสมดุลที่เหมาะสม’ ระหว่างการดูแลต้นทุนภาคธุรกิจและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ"
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาดีเซล ภาคเอกชนเสนอว่า ไม่ควรปรับขึ้นแบบรวดเร็วหรือรุนแรงเกินไป แต่ควรใช้วิธี “ทยอยปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ เพราะเมื่อราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นทันที และภาระดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการในที่สุด
รวมทั้ง กรณีทีการคาดการณ์ราคาดีเซลขึ้นไปแตะระดับ 40 บาทต่อลิตร นั้น ภาคอุตสาหกรรมมองเป็นระดับราคาน่ากังวล และอาจกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคการผลิต โลจิสติกส์ และค่าครองชีพของประชาชน
"ภาคอุตสาหกรรมเห็นพ้องกับแนวทางของรัฐบาลที่ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดแต่จะใช้แนวทางทยอยปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิดภาวะช็อก"





