วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลจ่อรื้อแผนการคลังระยะปานกลาง รับมือวิกฤติพลังงาน จีดีพีชะลอตัว

รัฐบาลจ่อรื้อแผนการคลังระยะปานกลาง รับมือวิกฤติพลังงาน จีดีพีชะลอตัว

สบน. เผยเตรียมทบทวนแผนบริหารหนี้สาธารณะและกรอบ MTFF รับรัฐบาลใหม่ ย้ำรักษาวินัยการคลัง ขาดดุลไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี ระบุวิกฤติกองทุนน้ำมันยังมีพื้นที่การคลังพอให้กู้ รับจับตาสถานการณ์ผลกระทบจีดีพีใกล้ชิด

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤติราคาพลังงานจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า ขณะนี้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มติดลบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจมีการพิจารณากู้เงินโดยใช้กลไกของหน่วยงานเองภายใต้วงเงินจำกัดที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งการกู้เงินดังกล่าวในฐานะที่เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ จะถูกนับรวมเป็นหนี้สาธารณะด้วย 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการกู้เงินจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยมีแนวทาง อาทิ การแก้ไข พ.ร.ฎ.เปลี่ยนแปลงกรอบยวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันในประเทศ และการพิจารณาออก พ.ร.ก.เงินกู้โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งที่ผ่านมากองทุนได้พยายามชำระหนี้ของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือสงครามบานปลาย สถานการณ์ของกองทุนก็จะดีขึ้น

“กองทุนน้ำมันถือเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ การกู้เงินจึงถูกนับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะด้วย ซึ่งสถานการณ์หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับประมาณ 66% ต่อ GDP ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเพดานหนี้สาธารณะแล้ว ถือว่ายังคงมีช่องว่างพอรองรับการกู้เงินได้”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลจากกรณีที่หลายสำนักงานเศรษฐกิจเริ่มปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปีนี้ลง ซึ่งหาก GDP ปรับตัวลดลง จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย 

โดย สบน. และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เตรียมแนวทางเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเตรียมที่จะทบทวนแผนการบริหารหนี้สาธารณะและทบทวนแผนกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 

“ในส่วนของการทบทวนกรอบ MTFF สบน. ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลัง โดยต้องการคงกรอบการขาดดุลงบประมาณไว้ที่ไม่เกิน 3% ต่อ GDP เนื่องจากเป็นมาตรฐานสำคัญที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ใช้ในการประเมิน” 

ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้นโยบายและเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า การขาดดุลไม่ควรเกิน 3% และหากมีความจำเป็นต้องขาดดุลเกินระดับดังกล่าว จะต้องมีแผนการลดระดับการขาดดุลให้กลับมาสู่ 3% ภายในระยะเวลาที่กำหนด