นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจทั่วโลกในหลายมิติ โดยเฉพาะ “ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น” ทั้งจากราคาพลังงานและค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึง “ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ” ที่เริ่มส่งสัญญาณขาดแคลนและราคาพุ่งสูง
อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงวิกฤติ แต่กำลังกลายเป็น “โอกาสสำคัญของประเทศไทย” ในการยกระดับบทบาทเป็นฐานการผลิตที่มีความมั่นคงและปลอดภัยในระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
นายนฤตม์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง กำลังทำให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์การลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
“เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น แต่จะฝังตัวอยู่ในระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ไปอีกระยะยาว ทำให้บริษัททั่วโลกต้องมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และสามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจได้”
ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็น “Safe and Secure Production Base” หรือฐานการผลิตที่ปลอดภัยของโลก โดยสิ่งสำคัญคือเราต้องหา Position ของประเทศที่โลกขาดเราไม่ได้
ชู 4 ความมั่นคง จุดแข็งไทยในห่วงโซ่โลก
ทั้งนี้ บีโอไอได้ประเมินว่า ไทยมีศักยภาพที่จะเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญของเศรษฐกิจโลก” ผ่านจุดแข็งหลัก 4 ด้าน ได้แก่
1. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่หลากหลาย สามารถเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก
2. ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่
3. ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Security)
ประเทศไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 70-80% ของโลก, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่ไทยเป็น อันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน
4. ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ไทยมีจุดแข็งด้าน Wellness และ Medical Hub ที่ถือเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาค
เร่ง 3 วาระดึงอุตสาหกรรมอนาคตชงรัฐบาลใหม่
นายนฤตม์ เปิดเผยว่า บีโอไอกำลังเตรียมเสนอวาระสำคัญต่อรัฐบาลและคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการดึงดูดการลงทุน โดยมีประเด็นเร่งด่วนหลายด้าน อาทิ
1. เดินหน้ามาตรการ EV ต่อเนื่อง โดยบีโอไอเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) ชุดใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุน EV ทุก Segment, มาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการส่งเสริม Localization หรือการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อปกป้องและเสริมความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม
“ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน”
2. ยุทธศาสตร์ Semiconductor ฉบับสมบูรณ์ เพื่อเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ครบวงจร ในระยะใกล้จะมีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม เช่น Analog Devices เตรียมเปิดศูนย์ออกแบบ (Design Center) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยภายในปลายเดือนนี้ รวมถึง Infineon Technologies ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงงานและคาดว่าจะแล้วเสร็จใน ไตรมาส 3
3. ดันพลังงานสะอาด รองรับ Data Center โดยเตรียมเสนอหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ต่อ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรองรับการลงทุน Data Center และอุตสาหกรรม AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ารองรับกำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์
เร่งแก้ “คอขวด” โครงสร้างพื้นฐาน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่บีโอไอกำลังเร่งผลักดันคือการแก้ไขข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะปัญหาที่ดินในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เริ่มมีจำนวนจำกัดและราคาสูง, ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก Data Center และ AI
“ความต้องการพลังงานของอุตสาหกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้นในลักษณะ Exponential จึงจำเป็นต้องปรับแผนระบบไฟฟ้าให้รองรับการลงทุนในอนาคต”
นอกจากนี้ จะเดินหน้า Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนลงทุน โดยการพัฒนาระบบ Fast Pass เพื่อยกระดับความสะดวกในการลงทุน โดยร่วมมือกับ 8 หน่วยงานพันธมิตร เพื่อลดระยะเวลาอนุมัติอนุญาตลง 20-50% ซึ่งในโครงการนำร่องมีนักลงทุนเข้าร่วม 16 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 170,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติจากบีโอไอครบถ้วนแล้ว
ดึง Talent โลกผลิต Semiconductor 80,000 คน
นายนฤตม์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยบีโอไอกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบหลายด้าน เช่น การปลดล็อกการรายงานตัว 90 วัน สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง และการพิจารณาเปลี่ยนจาก Work Permit เป็น Work Visa เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในประเทศไทย
ในด้านการพัฒนาบุคลากร บีโอไอตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ Upskill เกือบ 200,000 คน จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 100,000 คน”
สำหรับความคืบหน้าโครงการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอและอยู่ระหว่างการติดตาม 78 โครงการ มีความคืบหน้า ดังนี้
- 35 โครงการ มีการลงทุนจริงแล้ว มูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท
- 30 โครงการ มีแผนลงทุนชัดเจนในปีนี้และปีหน้า มูลค่าอีกประมาณ 100,000 ล้านบาท
- 13 โครงการ ยังติดข้อจำกัดด้านที่ดิน ใบอนุญาต หรือไฟฟ้า ซึ่งบีโอไอกำลังเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไข
สอดคล้องกับภาพรวมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงปี 2568 ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมลงทุนกว่า 3,300 โครงการ มูลค่าประมาณ 1.87 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้มีโครงการจำนวนมากที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากอนุมัติไปสู่ลงทุนจริงในช่วงปี 2569-2570
เป้าหมายสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ระยะยาว
นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาบุคลากรได้เพียงพอ พร้อมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ก็จะสามารถตรึงอุตสาหกรรมใหม่ให้อยู่กับประเทศไทยได้ในระยะยาว
“ถ้าเรามีคน มี Supply Chain ที่แข็งแรง อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาในวันนี้จะไม่ใช่แค่การลงทุนระยะสั้น แต่จะกลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศในทศวรรษหน้า”





