วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

สงครามยื้อ6สัปดาห์ดันต้นทุนการเกษตรพุ่ง8% ‘ปุ๋ย-น้ำมัน-ค่าขนส่ง’หลอนแผนเพาะปลูกใหม่

สงครามยื้อ6สัปดาห์ดันต้นทุนการเกษตรพุ่ง8%  ‘ปุ๋ย-น้ำมัน-ค่าขนส่ง’หลอนแผนเพาะปลูกใหม่

ตลาดปุ๋ยเคมีป่วนปมสงครามประเมินยื้อนาน 6 สัปดาห์ ดันราคาแม่ปุ๋ยเพิ่ม 3-5% พลังงานเพิ่ม 25% อาหารเพิ่ม 6-7% ทำต้นทุนการเกษตรเพิ่ม 8% แนะรัฐเร่งชี้แจงข้อมูลหวังเกษตกรปรับแผนการผลิตล่วงหน้า ด้านกรมการค้าภายในยันคลังสินค้ายังคงมีปริมาณปุ๋ยเคมีจำนวนมาก

แหล่งข่าวจาก ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ระบุถึงผลการประเมินสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางต่อต้นทุนภาคการเกษตรว่า  ประเทศไทยมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 5 ล้านตันต่อปี ซึ่งการสู้รบที่ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบทำให้แม่ปุ๋ย ได้แก่ เอ็น-ไนโตรเจน,  พี - ฟอสฟอรัส ,เค- โพแทสเซียม  มีราคาปรับเพิ่มขึ้น 3-5% ถ้าการสู้รบจบภายใน 6 สัปดาห์ ตามคาดการณ์ของผู้นำสหรัฐ 

ในส่วนของราคาพลังงานประเมินว่า จะปรับเพิ่มขึ้น 25%  ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 6-7%  และสำหรับต้นทุนภาคการเกษตรโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 8% 

ข้อมูลจาก ศบก. ระบุอีกว่า ในส่วนมาตรการรับมือนั้นสำหรับปุ๋ยเคมี ในส่วนของปุ๋ย คาดว่ารัฐบาลจะต้องออกมาประกาศสถานการณ์ปุ๋ยในตลาดโลกให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ เพื่อเตรียมพร้อมตัดสินใจการวางแผนเพาะปลูกในฤดูกาลนาปีที่จะมาถึง 1 พ.ค. 2569 (วันเริ่มต้น) เนื่องจากต้นทุนจะสูงขึ้น รวมกับภัยแล้งที่มีความเป็นไปได้สูงมากแม้ว่าจะมีน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก แต่หากปุ๋ยเคมีขาดตลาด หรือราคาแพงก็มีความเป็นไปได้สูงที่เกษตรกรจะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใส่ปุ๋ยทำใหผลผลิต ออกสู่ตลาดน้อย คุณภาพไม่ดี ขายไม่ได้ 

“ประเมินว่าแม้ว่าสงครามจะจบลงในช่วงเวลาดังกล่าว หรือ ราว 6 สัปดาห์ แต่ผลกระทบจะเหนี่ยวรั้งภาคเกษตรอีก 1 ปี หรือ 1ฤดูกาลเพาะปลูก” ศบก.ระบุ

คาดช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก่อน

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อดำเนินการช่วยเหลือ นั้น เบื้องต้นคาดว่าจะมุ่งไปที่กลุ่มเปราะบางก่อน แต่ต้องระดมความช่วยเหลือให้เกษตรกรที่ปลูกพืชทุกชนิด โดยพบว่าชาวนาจะได้รับผลกระทบสูงสุด ตามมาด้วยยางพารา ในส่วนปาล์มน้ำมันแม้จะมีราคาดีเพราะการทำเอทานอลแต่ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ใช้ปุ๋ยเคมีสูงมากจึงอาจต้องกำหนดมาตการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป 

ในส่วนผลไม้ตะวันออก โดยเฉพาะทุเรียน แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเพาะปลูกแต่พบว่าต้นทุนการขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น จีน มีราคาสูงตามสัดส่วนค่าระวางเรือปัจจุบัน อาจทำให้การส่งออกลดลงเพราะตลาดปลายทางสู้ราคาขายที่ต้องเพิ่มขึ้นไม่ไหว ทำให้เกษตรกรเลือกขายในประเทศซึ่งไม่ได้ราคาดีเท่าที่ควร

สงครามยื้อ6สัปดาห์ดันต้นทุนการเกษตรพุ่ง8%  ‘ปุ๋ย-น้ำมัน-ค่าขนส่ง’หลอนแผนเพาะปลูกใหม่

     รายงานยังระบุอีกว่า  กลุ่มชาวประมง  เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทันทีเพราะน้ำมันเป็นต้นทุนหลักการสร้างผลผลิต  ขณะที่กลุ่มปศุสัตว์ แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงแต่กำลังมีความเป็นห่วงการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่อาจมีราคาสูงขึ้นหรือปริมาณนำเข้าได้ลดลง 

เช่นเดียวกับบริการด้านการเกษตร ได้ รถไถ หว่ายเกี่ยว นั้นจะมีราคาค่าบริการที่สูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก

ระดมแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร-ผู้ค้า

"แนวทางแก้ไขปัญหาหลักคือการให้ข้อมูลเกษตรกรเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนผลิตในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง หรือ ปรับวิธีการเพาะปลูก เช่น ใช้ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น ส่วนกลุ่มปศุสัตว์ต้องตัั้งวงเช็คสต๊อกและพิจารณาหาแหล่งนำเข้าใหม่ๆ ที่ลดระยะทางนำเข้า และหารือพ่อค้าปุ๋ย ให้สต๊อกและตรึงราคาไว้ รวมถึงติดตามดูสถานการณ์ขนส่งสินค้าไปจีน ที่แม้ค่าระวางเรือหรือขนส่งทางบกจะแพง แต่ภาครัฐสามารถเจรจาอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อลดต้นทุนแฝงต่างๆได้”

จากสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร ทำให้ประเมินว่าคาดการณ์จีดีพีภาคเกษตร ปี 2569 ที่คาดว่าเติบโต 2.2-2.3% นั้น จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากที่ปี 2568 ที่ผ่านมาเติบโตได้ถึง 3.3% 

ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ภายหลังเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าและการขนส่งสินค้าในตลาดโลก โดยได้เร่งวางมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณสินค้า แหล่งนำเข้า และการกำกับดูแลราคา เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปุ๋ยได้อย่างเพียงพอในราคาที่เป็นธรรม และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

     "เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ณ คลังสินค้าของผู้จำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด และปุ๋ยไวกิ้ง ในพื้นที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นคลังเก็บปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ของประเทศ เพื่อติดตาม ปริมาณสต๊อกและสถานการณ์การกระจายสินค้าในช่วงฤดูเพาะปลูก"

พาณิชย์ตรวจแล้วปุ๋ยมีจำนวนมาก

จากการตรวจสอบพบว่า คลังสินค้ายังคงมีปริมาณปุ๋ยเคมีจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 และผู้ประกอบการยังมีแผนนำเข้าสินค้าเพิ่มเติมเพื่อทยอยเติมสต๊อกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของภาคเกษตร ทั้งในช่วงเตรียมเพาะปลูกและฤดูกาลผลิตถัดไป โดยกรมการค้าภายในขอให้เกษตรกรมั่นใจในสถานการณ์สินค้าและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน

นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ประชุมหารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจการเกษตร รวมถึงผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายปุ๋ยรายสำคัญ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการซัพพลายและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดโลก โดยได้รับการยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกปุ๋ยทั้งในโรงงานและคลังสินค้ายังมีเพียงพอ และการสั่งซื้อแม่ปุ๋ยยังดำเนินการได้ตามปกติ

เร่งกระจายแหล่งนำเข้าลดเสี่ยงขาดตลาด

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งกระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้า โดยขยายและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ปัจจุบันมีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประเทศมาเลเซียและบรูไนยังสามารถจัดส่งสินค้าได้ตามปกติ อีกทั้งประเทศไทยยังมีแหล่งนำเข้าจากหลายภูมิภาค เช่น โอมาน จีน รัสเซีย แคนาดา เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในยุโรปและอาเซียน ทำให้ระบบจัดหาปุ๋ยมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถทดแทนแหล่งนำเข้าได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ประสานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มอบหมายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก เร่งสำรวจและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมเพิ่มปริมาณนำเข้าจากมาเลเซียและบรูไน รวมถึงเร่งเจรจากับทางการจีนเพื่อผ่อนคลายมาตรการและเพิ่มปริมาณส่งออกปุ๋ยฟอสเฟตมายังไทย เพื่อให้การนำเข้าปุ๋ยดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ติดตามโครงสร้างราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด

ในด้านการดูแลราคา กรมการค้าภายในได้กำกับติดตามโครงสร้างราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด หลังพบร้านค้าบางพื้นที่ปรับราคาสูงขึ้นกระสอบละ 50–100 บาท โดยผู้ผลิตยืนยันว่าสินค้าสต็อกเดิมยังจำหน่ายราคาเดิม พร้อมกำชับห้ามจำกัดการขาย ห้ามกักตุนสินค้า และห้ามขายพ่วงปุ๋ยโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ กรมฯ จะติดตามสถานการณ์การค้าโลกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด ควบคู่การบริหารจัดการแหล่งนำเข้าและกำกับดูแลราคาภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดปุ๋ยและลดภาระต้นทุนของเกษตรกร โดยขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าปุ๋ยมีเพียงพอ และขอเตือนผู้ประกอบการห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากประชาชนหรือเกษตรกรพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ