สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อ “ราคาน้ำมัน” ผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) “พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร” ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกมาระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนน้ำมันเครื่องบินอย่างชัดเจน
โดยพบว่าในช่วงต้นของสถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมันดิบขยับจากประมาณ 70 - 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นไปกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า และหากสงครามยืดเยื้อ ทุกประเทศจะเร่งสั่งจองน้ำมันเพื่อสำรองไว้ ซึ่งจะทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามกลไก คือ ยิ่งมีการจองมาก ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นต้องเริ่มวางแผนการรับมือ
อย่างไรก็ดี ปัญหาต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน นับเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนและเร่งหารือกับสายการบินรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ถูกผลักภาระไปยังผู้โดยสารเกิดปัญหา “ตั๋วแพง” เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนสายการบิน หากราคาปรับเพิ่มสูงมาก ก็อาจส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและมีความเป็นไปได้ที่ราคาตั๋วโดยสารจะปรับขึ้นตาม
เบื้องต้น กพท.ประเมินแนวทางออกเพื่อไม่ให้ต้นทุนน้ำมันไปกระทบต่อค่าโดยสารของประชาชน โดยประสานงานกับผู้ค้าน้ำมัน เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้ฉวยโอกาสปรับราคาน้ำมันจากสต๊อกเดิมที่มีอยู่ รวมทั้งวางแผนเตรียมหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และลดค่าธรรมเนียมสนามบิน (Landing/Parking Fee) เพื่อนำส่วนลดนี้ไปชดเชยต้นทุนให้สายการบินแทนการขึ้นราคาตั๋ว
โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา กพท. ได้หารือร่วมกับผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน ผู้แทนกรมสรรพสามิต ผู้แทนจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย
ผู้แทนจากบริษัทผู้ผลิตน้ำมัน ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน และคาดว่าจะยังไม่เกิดผลกระทบด้านปริมาณในระยะสั้น เช่นเดียวกับ ผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองประมาณ 3 เดือน ครอบคลุมน้ำมันทุกประเภท รวมถึงน้ำมัน Jet A-1
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางมาตรการรองรับในกรณีที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น โดยผู้แทนจากกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการปรับลดอัตราภาษีน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หากสายการบินมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับลดอัตราภาษี สามารถจัดส่งข้อมูลประกอบการพิจารณาที่แสดงถึงผลต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาต่อไป
ขณะที่ภาครัฐยังอยู่ระหว่างหารือมาตรการรับมือ “ตั๋วแพง” เหมือนจะเป็นโลกคู่ขนาน เพราะล่าสุด “การบินไทย” ออกมาประกาศแล้วว่า แบกรับต้นทุนน้ำมันต่อไม่ไหว ขอปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้นทุกเส้นทางบิน 10 – 15% เป็นการปรับเพิ่มในส่วนของ “ค่าธรรมเนียมน้ำมัน” (Fuel Surcharge) ซึ่งรวมไว้ในราคาบัตรโดยสาร





